บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2567

ปริศนา กวางเรนเดียร์ สิ่งมีชีวิตแฝงปริศนาที่มีดีมากกว่าลากเลื่อนให้ซานตาคลอส


‘กวางเรนเดียร์’ สิ่งมีชีวิตแฝงปริศนาที่มีดีมากกว่าลากเลื่อนให้ซานตาคลอส

ภาพถ่ายแสดงให้เห็นฝูงกวางเรนเดียร์ในภูมิภาคอาร์กติกของสวีเดน ก่อนจะถูกขนส่งไปยังทุ่งเลี้ยงสัตว์ฤดูหนาวต่อไป

ในช่วงเทศกาลปลายปีเช่นนี้ เด็กๆ มักตั้งหน้าตั้งตารอซานตาคลอสกันเป็นหลัก และหลายคนก็ได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ให้เตรียมคุ้กกี้และนม ไว้ให้คุณลุงใจดีเติมกำลังในข้ามคืนอัศจรรย์นี้ พร้อม ๆ แครอทมากมายให้กับทีมงานกวางเรนเดียร์ ทั้ง 9 ตัวที่นำทีมโดย รูดอล์ฟ ที่มีเอกลักษณ์เป็นจมูกสีแดง

แต่มีคนสงสัยว่า ถ้าไม่ใช่เทศกาลคริสต์มาสแล้ว เหล่ากวางเรนเดียร์จะมีอะไรกินหรือเปล่า โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงว่า กวางทั้งหมดนี้อาศัยอยู่ในภูมิภาคอันหนาวเหน็บที่เต็มไปด้วยความท้าทายต่าง ๆ ทั้งการหาอาหารและการหลบสัตว์นักล่าด้วย


สำนักข่าวเอพีรายงานว่า นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดาร์ทมัธ (Dartmouth College) ในรัฐนิวแฮมป์เชอร์ และมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ส (University of St. Andrews) ในสกอตแลนด์ เพิ่งเปิดเผยรายงานการศึกษาล่าสุดที่ชี้ว่า กวางเรนเดียร์อาจมีวิวัฒนาการจนถึงระดับที่สายตาของพวกมันสามารถมองเห็นอาหารเมนูโปรดจากภูมิประเทศที่ยากเข็ญได้ง่ายดายขึ้นแล้ว

นาเธเนียล โดมินี ศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยดาร์ทมัธ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียนรายงานนี้ กล่าวว่า มีการพบหลักฐานเพิ่มเติมว่า สายตาของกวางเรนเดียร์คือ คุณสมบัติที่ทำให้กวางตระกูลนี้มีความโดดเด่นเหนือสัตว์อื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่แวดวงจักษุประสาทวิทยาเองก็ยังไม่เข้าใจและแน่ใจชัดเจนนัก

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ทราบกันมาหลายปีแล้วว่า เนื้อเยื่อที่มีลักษณะเหมือนกระจกที่ตาของกวางเรนเดียร์นั้นสามารถเปลี่ยนสีจากสีทองอมเขียวในฤดูร้อน มาเป็นสีฟ้าสดใสได้ในฤดูหนาว ซึ่งเป็นกระบวนการที่เชื่อว่าช่วยขยายความสามารถในการมองเห็นภายใต้บรรยากาศแสงสว่างไม่มากในช่วงฤดูหนาวของแถบขั้วโลก แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าทำไม กวางเรนเดียร์ถึงสามารถมองผ่านสเปกตรัมแสงอัลตราไวโอเลตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ทำไมได้

ศาสตราจารย์โดมินี กล่าวว่า “สัตว์ส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตในกลางวันที่มีแดดออกนั้นต้องการจะหลีกเลี่ยงแสงของรังสีอัลตราไวโอเลตซึ่งเป็นคุณสมบัติสร้างความเสียหายให้กับดวงตาได้” พร้อมยกตัวอย่าง กรณีของการสะท้อนของแดดจากหิมะเป็นสาเหตุที่ทำให้มนุษย์ประสบภาวะตาพร่าจากการมองแสงสะท้อนจ้าจากหิมะ

นักวิทยาศาสตร์บางรายเชื่อว่า สายตาของเรนเดียร์นั้นมีวิวัฒนาการมาพอจนทำให้สัตว์ชนิดนี้มีความสามารถหลบหลีกจากสัตว์นักล่าอื่น ๆ ได้ เช่น การที่สามารถแยกแยะหมาป่าสีขาวที่พรางตัวในพื้นที่ที่หิมะตกขาวโพลนได้ นอกจากนั้น ยังมีความสามารถในการมองเห็นอาหารของตนได้อย่างชัดเจนด้วย

ปกติ กวางเรนเดียร์ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการกินพืชที่รู้จักกันในชื่อหญ้ามอสเรนเดียร์ที่มีสีอ่อน ๆ ซึ่งในความจริงแล้ว พืชที่ว่านั้นไม่ใช่หญ้ามอสเสียทีเดียว แต่เป็นตะไคร่ชนิดหนึ่งที่เติบโตในลักษณะเป็นผืนหย่อม ๆ เหมือนพรมและมีลักษณะเนื้อสัมผัสกรุบกรอบซึ่งพบได้ทั่วไปในภูมิภาคที่อยู่แถบเส้นรุ้งตอนเหนือของโลก

นักวิจัยได้เดินทางไปยังแถบเทือกเขาแคนกอมส์ (Cairngorms) ในแถบไฮแลนด์สของสกอตแลนด์ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการพบตะไคร่กว่า 1,500 ชนิดและเป็นถิ่นที่อยู่ของกวางเรนเดียร์สายพันธุ์อังกฤษ และได้พบว่า หญ้ามอสเรนเดียร์นั้นดูดซับแสงยูวี (UV – อัลตราไวโอเลต) เอาไว้จริง ๆ ซึ่งหมายความว่า ตะไคร่สีขาวที่มนุษย์มักมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นในพื้นที่ปกคลุมด้วยหิมะกลับดูเป็นเหมือนพรมสีมืด ๆ ในสายตากวางเรนเดียร์นั่นเอง

ศาสตราจารย์โดมินี จากมหาวิทยาลัยดาร์ทมัธ อธิบายเพิ่มว่า การที่เรนเดียร์สามารถมองเห็นตะไคร่ที่ว่าได้สบาย ๆ ย่อมหมายความว่า กวางเหล่านี้ได้เปรียบกว่าสัตว์อื่น ๆ เพราะไม่ต้องเดินตระเวณหาอาหารไปตามที่ต่าง ๆ แต่เดินตรงไปที่อาหารได้เลย โดยไม่ต้องเปลืองพลังงานเท่าใด

ส่วน ฮวน โฮเซ่ เนโกร ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาและวิวัฒนาการ รวมทั้งชีววิทยาเพื่อการอนุรักษ์ จากสภาวิจัยวิทยาศาสตร์สเปน (Spanish Council for Scientific Research) พบว่า งานวิจัยกวางเรนเดียร์นี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย แม้จะยอมรับว่า การค้นพบใด ๆ ที่มีออกมานั้นยังไม่สามารถนำไปสู่การสร้างประโยชน์ด้านชีวการแพทย์ได้ในทันที

ถึงกระนั้น เนโกร มองว่า การดำเนินงานวิจัยนี้มีประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีที่สัตว์รับมือกับสิ่งแวดล้อมอันโหดร้ายได้

ในประเด็นนี้ ศาสตราจารย์โดมินีแสดงความเห็นด้วยและชี้ว่า การวิจัยนี้อาจนำมาซึ่งประโยชน์ต่อมนุษย์ได้อยู่ดี เพราะปัจจุบัน มีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยามากมายเกี่ยวกับตะไคร่เพราะพืชชนิดนี้มีคุณสมบัติการต่อต้านอนุมูลอิสระมากมาย และการที่ตาของกวางเรนเดียร์มองผ่านแสงยูวีได้ก็แสดงเห็นว่า สัตว์ประเภทนี้มีกลไกอะไรสักอย่างในตัวที่ช่วงป้องกันตาของพวกมันไม่ให้เสียหายจากลำแสงที่ว่า

ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยดาร์ทมัธ ยังชี้ด้วยว่า ตาของเรนเดียร์มีวิตามินซีอยู่เต็มไปหมด และวิตามินที่ว่านี้ก็มีคุณสมบัติเยี่ยมยอดในการซ่อมแซมความเสียหายด้วย

เมื่อพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ นี้แล้ว โดมินีตัดสินใจกลับไปอัพเดทรายงานที่เขาเคยเขียนไว้เมื่อปี 2015 ที่มีเนื้อหาชี้ว่า ทำไมจมูกสีแดงของกวางเรนเดียร์จึงเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดในการทำหน้าที่นำทางให้กับเลื่อนของซานตาคลอส

ในรายงานฉบับดังกล่าว เขาให้คำแนะนำเด็ก ๆ ไว้ว่า ควรทิ้งคุกกี้และอาหารที่มีแคลอรีสูงไว้ให้กวางรูดอล์ฟของซานตาคลอสกินด้วย เพื่อจะได้มีพลังงานไว้รักษาความร้อนในตัวที่สูญเสียไปผ่านจมูกสีแดง ระหว่างทำหน้าที่ลากเลื่อนไปตามบ้านทั้งหลายในคืนวันก่อนคริสต์มาส


ในตอนนี้ โดมินีเพิ่มเติมคำแนะนำลงไปว่า ควรมีการเน้นการทิ้งอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อดวงตาของกวางเรนเดียร์ และเก็บนมและคุกกี้ไว้ให้คุณลุงซานตาก็พอ โดยระบุว่า “สิ่งที่ดีที่สุดเพื่อจะช่วยปกป้องสุขภาพของดวงตาของ[กวางเรนเดียร์] ก็คือ อะไรก็ได้ที่เปี่ยมไปด้วยวิตามินซี ... น้ำส้มคั้น แครอท ซึ่งล้วนเป็นอาหารที่ดีเลิศสำหรับเรนเดียร์ในคืนก่อนคริสต์มาส

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ที่จะเกิดซอมบี้


ความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ที่จะเกิดซอมบี้

เชื่อได้ว่าทุกคนต้องเคยดูภาพยนต์หรือการ์ตูนที่เกี่ยวกับซอมบี้กันมาบ้างแล้วแน่ๆ เราจะสังเกตุเห็นได้ว่า เรื่องราวของซอมบี้ที่เราเคยได้ดูผ่านภาพยนตร์นั้น มักจะพูดถึงความผิดพลาดทางวิทยาศาสตร์ หรือสงครามชีวภาพอันนำมาซึ่งการกำเนิดซอมบี้ในเรื่องราวต่างๆ

ยิ่งพักหลังมานี้ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับซอมบี้เริ่มมีผู้คนให้ความสนใจกันมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นเรื่อง Kingdom ,Resident evil,Train To Busan หรือกระทั่งล่าสุด Alive ที่จำลองเรื่องราวคล้ายกับการกักตัวอยู่ในห้องเหมือนช่วงการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19

เพื่อนๆจะสังเกตได้ว่า ต้นเหตุของซอมบี้ในหลายๆเรื่องที่เราได้กล่าวมานี้ ล้วนเกิดจากเชื้อไวรัสที่เกิดการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะควบคุมได้ แล้วถ้าเราลองมาคิดถึงในโลกความเป็นจริงละ ซอมบี้ในโลกความเป็นจริงจะสามารถเกิดได้หรือไม่ และมันจะสามารถเกิดได้อย่างไร

วันนี้พวกเรา  จะนำเรื่องราวความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ที่จะสามารถทำให้มนุษย์นั้นกลายเป็นซอมบี้มาฝากเพื่อนๆกัน  แต่ก่อนที่จะไปรับฟังเรื่องราวสนุกๆในวันนี้ ขอขอบคุณผู้สนับสนุนใจดี BEEclean แอปเรียกแม่บ้านสำหรับคุณ  

ตั้งแต่ในอดีตนั้นจริงๆแล้วเรื่องราวของซอมบี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ แต่ตำนานหรือความเชื่อเกี่ยวกับซอมบี้นั้นเกิดจากลัทธิวูดู ซึ่งพวกเขาได้มีความเชื่อเกี่ยวกับซอมบี้ว่า ซอมบี้คือมนุษย์ที่ตายแล้วแล้วได้รับเวทมนต์จากพ่อมดแม่มดให้ฟื้นคืนชีพและมาเป็นลูกสมุนของเหล่าพ่อมดแม่มดเอาไว้ใช้งาน

ในสมัยนั้นนอกจะมีความเชื่อว่าแดร๊กคูล่านั้นกลัวกระเทียม ส่วนตัวซอมบี้เองนั้นก็จะกลัวเกลือ ถ้าพวกมันได้กินเกลือแล้วก็จะกลับเข้าสู่หลุดศพโดยไว แต่เรื่องราวเหล่านี้มันก็คือความเชื่อในสมัยอดีต เพราะในปัจจุบัน ภาพยนต์ต่างๆเปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิมๆของซอมบี้ โดยการที่นักประพันธ์มักจะปูเรื่องให้ซอมบี้นั้นเกิดจากความผิดพลาดทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการทดลองที่ผิดพลาด หรือการได้รับเชื้อไวรัสที่ร้ายแรง หรือแม้กระทั่ง พิษจากสงครามชีวภาพ

ทำให้ซอมบี้ในปัจจุบันนั้นดูไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับพ่อมดแม่มดเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะเหตุใดผู้ประพันธ์ภาพยนตร์เหล่านั้นถึงปูทางการกำเนิดซอมบี้มาในด้านวิทยาศาสตร์ นั่นก็เป็นเพราะว่า ในทางวิทยาศาสตร์นั้น การเกิดซอมบี้ สามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่อาจจะไม่ได้รุนแรงหรือไล่ตามกินคนเหมือนกับภาพยนตร์ที่เราได้ดู ซึ่งความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้มนุษย์กลายเป็นซอมบี้มีดังนี้

สิ่งแรกที่เป็นไปได้ ก็คือปรสิต ประสิตอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดซอมบี้ได้เพราะในโลกของเรานั้นมีปรสิตที่สามารถควบคุมสมอง ควบคุมระบบประสาท และทำให้พฤติกรรมในร่างกายของสิ่งมีชีวิตเปลี่ยนไป เช่น Sacculina Carcini ในปู Dicrocoelium dendriticum ในมด และ Toxoplasmosa gondii ในลำไส้แมว

ภาพปรสิตToxoplasmosa gondii
ปรสิตเหล่านี้หากเข้าไปสู่ร่างกายของสิ่งมีชีวิตอย่างเช่นมนุษย์แล้วมันจะมีผลต่อสมองและอารมณ์ ซึ่งเคยมีการพบการติดปรสิตนี้จากแมวไปสู่หนู โดยที่ปรสิตที่อยู่ในลำไส้แมวจะติดไปกับมูลของแมวเพื่อหลอกล่อให้หนูมากิน และเมื่อหนูกินไปมันจะโดนควบคุมและสั่งการสมองให้เข้าไปหาแมว และหนูก็จะโดนแมวกินในที่สุด นอกจากนี้ปรสิตเหล่านี้ยังสามารถนำไปทำเป็นอาวุธชีวภาพในอนาคตได้อีกด้วย ตัวอย่างภาพยนตร์ซอมบี้ที่มีปรสิตเป็นต้นกำเนิด นั่นก็คือเรื่อง Kingdom นั่นเอง

ต่อมาคือ ไวรัส ภาพยนตร์หลายเรื่องเลยที่พยายามปูทางว่าซอมบี้นั้นเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งถ้าเทียบกันในทางวิทยาศาสตร์แล้ว เชื้อไวรัสอาจเป็นไปได้มากที่สุดที่จะทำให้เกิดซอมบี้ เพราะในโลกของเรานั้นมีเชื้อไวรัสอยู่หลากหลายประเภทแล้วแต่ละประเภทนั้นก็ส่งผลเสียต่อร่างกายเราทั้งสิ้น

ภาพซอมบี้จากเรื่อง Kingdom
ลักษณะการดำรงชีวิตของไวรัส จะใช้ร่างกายเราเป็นเหล่งอาศัยและแหล่งกระจายพันธุ์ มันสามารถกระจายตัวได้อย่างรวดเร็ว หากเราไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีนั้น มนุษย์ก็อาจถึงตายในที่สุด ด้วยความว่องไวในการกระจายตัว และพิษร้ายของไวรัสจึงทำให้ทั่วโลกต่างเฝ้าระวังอาวุธชีวภาพที่ทำมาจากเชื้อไวรัส เพราะมันจะสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างแถมยังควบคุมได้ยากด้วย

ตัวอย่างเชื้อไวรัสที่อาจทำให้มนุษย์กลายเป็นซอมบี้ได้ นั่นก็คือ เชื้อไวรัส BSE หรือภาษาไทยเรียกว่า โรควัวบ้า ซึ่งจากการรักษามนุษย์ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตัวนี้จะมีอาการประสาทหลอน โมโหง่าย ไม่รับประทานอาหาร จดจำอะไรไม่ได้ และร่างกายระบบประสาทเริ่มช้าลง จนอาการแย่ลงไปเรื่อยๆ

นอกจากไวรัส BSE แล้วยังมี Rabies Virus อันเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคพิษสุนัขบ้า เรียกได้ว่าหากมนุษย์ได้รับเชื้อนี้ไปและไม่ทันต่อการรักษา ก็จะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ก้าวร้าว รุนแรง เพราะว่าไวรัสชนิดนี้ส่งผลต่อสมอง ทำให้มนุษย์ที่ได้รับเชื้อนี้ไปไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ซึ่งก็คล้ายคลึงกับลักษณะของซอมบี้เป็นอย่างมาก 

ทั้งปรสิตและไวรัสน่าจะเป็นสองเหตุผลที่เป็นไปได้ที่สุดทางวิทยาศาสตร์ที่ในอนาคตนั้นอาจทำให้มนุษย์กลายเป็นซอมบี้ได้ หากได้รับการรักษาไม่ทัน ดังนั้นหากในอนาคตผู้ก่อการร้ายหรือโจรต่างๆ นำความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้มาสร้างอาวุธชีวภาพ อาจทำให้โลกเกิดความเสียหายมากกว่าระเบิดนิวเคลียร์เสียอีก
ซึ่งเรื่องเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ดังนั้นทุกคนต้องเฝ้าระวังตนเองให้ดี รักษาสุขภาพและอย่าตัวเองไปอยู่ในสถานที่เสี่ยงเป็นอันดีที่สุด...

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ฟรานซ์ ศพ 300 ปีไม่เน่า

Custom Search
ฟรานซ์ ศพ 300 ปีไม่เน่า
มัมมี่ของอียิปต์โบราณหรือของชาติไหนก็ตามจะยังคงสภาพอยู่ได้นานนับพัน ๆ ปีขึ้นไป ต้องอาศัยกรรมวิธี อาบยาศพแบบซับซ้อน มีบางแห่งที่ธรรมชาติมีส่วนช่วยรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา มัมมี่นั้นเป็นซากศพแห้ง ถูกควักเครื่องในออกหมดแล้ว จะให้คงอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์

มีครบทั้งเครื่องในและเนื้อหนังมังสาที่เหี่ยวย่นเพียงเล็กน้อยยากมาก
โลกของเรามีกฎจักรวาลควบคุมทุกสิ่งต้องดำเนินไปตามกฎ แต่ในรายของ อัศวินผู้หนึ่งแห่งศตวรรษที่ 17 กลับพยายามแหวกกฎธรรมชาติ และหาลู่ทางเอาชนะกฎนั้น แม้กระทั่งความตาย ก็จะทำให้มันพ่ายแพ้ไป

จะให้คืนกลับมีชีวิตใหม่นิรันดร์ ฟรานซ์ คาห์บูตส์คืออัศวินผู้ต้องการชนะกฎธรรมชาตินั้น เขาเป็นชาวเยอรมันเกิดที่หมู่บ้านเคมเปห์ล มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับวีรบุรุษในตำนานอังกฤษ โรบินฮู๊ด คือนำทรัพย์สินที่ได้มาแจกจ่ายแก่คนยากคนจน กลายเป็นขวัญใจของคนทุกข์ยากลำบากการกระทำดีของฟรานซ์ ปรากฏ ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว

ทำให้อัศวินอีกกลุ่มหนึ่ง เกิดริษยาอิจฉาตาร้อน จึงหาทางกลั่นแกล้งและผลักให้เขาตกอับ ในที่สุดกลุ่มศัตรูลับ ก็ได้ใช้แผนร้าย ...
โดยกล่าวหาว่า ฟรานซ์สังหารชายคนหนึ่งเพื่อแย่งสมบัติมีค่านำมาแจกจ่ายแก่คนยากไร้เขาจึงถูกทางการสั่งจับกุมในปี พ.ศ. 2233 สมัยโน้นถ้าอัศวินคนใดถูกจับกุมในข้อหาฆ่าคนตาย จะเสื่อมเสียถึงวงศ์ตระกูลอย่างยิ่ง ฟรานซ์ ได้ให้การต่อศาลว่าเขาบริสุทธิ์ ขอสาบานต่อพระเจ้าว่า ไม่ได้สังหารใครดังที่ถูกกล่าวหา แต่ศาลไม่ยอมเชื่อ ทั้งนี้เพราะศาลสมัยก่อนนั้นอยู่ใต้อิทธิพลของนายทุนและเจ้าของที่ดิน

ซึ่งพวกนี้จงเกลียดจงชังฟรานซ์ที่หันเหไปเอาใจใส่ชาวนาและคนยากคนจนชอบเป็นปากเสียงให้คนเหล่านั้น อันถือว่าขัดแย้งรุนแรงต่อระบบทุนนิยม และระบบศักดินาที่ยังใช้จำนวนพื้นที่ดินวัดกัน ฟรานซ์ถูกขังคุกเขาจึงประกาศก้องต่อหน้าเจ้านายทั้งหลายว่าถ้าเขาผิดจริงขอให้ถูกธรณีสูบดับ...แต่ถ้าเขา บริสุทธิ์ ขอให้ร่างกายเขาอยู่ในสภาพเดิม ไม่เน่าเปื่อยแล้ววิญญาณของเขาจะหวนกลับเข้าร่างเดิมอีกครั้งเมื่อครบ 300 ปี และในปี พ.ศ. 2238 ฟรานซ์ก็เสียชีวิตลง

มีผู้นำศพไปบรรจุในสุสานประจำตระกูลของเขากาลเวลาผ่านไป 200 ปี มีการล้างสุสาน ก็ขุดศพของเขาขึ้นมาแล้วทุกคนต้องตะลึงกัน เพราะศพยังอยู่ในสภาพเดิม เพียงแต่หดลงเล็กน้อยจากร่างเดิมที่สูง 6 ฟุต 2 นิ้ว น้ำหนักลดลงจากเดิมทีหนัก 220 ปอนด์ ผิวหนังเหี่ยวย่นบ้าง แต่เครื่องในตับไตไส้พุงไม่เน่าเปื่อยเลย

ข่าวศพ 200 ปี ไม่เน่าเปื่อยระบือไปทั่วหมู่บ้านชาวบ้านแตกตื่นกันมุงดูและวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปากสิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันคือ...
แสดงว่าฟรานซ์เป็นผู้บริสุทธิ์จริงตามคำประกาศของเขา ชาวบ้านจึงได้ร่วมใจกันสร้างโลงแก้ว บรรจุร่างเขาลง

แล้วนำไปตั้งไว้ในโบสถ์ประจำหมู่บ้านจนถึงทุกวันนี้ เพื่อรอคอยวิญญาณของเขากลับสู่ร่างเดิมในปี พ.ศ. 2561ซึ่งจะครบ 300 ปีพอดี ชาวบ้านเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปาฏิหาริย์และความศักดิสิทธิ์
แม้แต่นักวิทยาศาสตร์เอง ก็ไม่สามารถให้คำอธิบายใด ๆ ได้ ศาสตราจารย์คาร์ล โคนิก นักวิทยาศาสตร์มีชื่อผู้หนึ่งยอมรับว่า เรื่องนี้เป็นปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติ ไม่สามารถอธิบายแบบวิทยาศาสตร์ได้

ส่วน ดร. กุสตาฟ ลุชนาว นักจิตวิทยาชื่อดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มากที่ศพอยู่ในสภาพสมบูรณ์โดยเฉพาะอวัยวะภายใน ทั้ง ๆ ที่ไม่อาบน้ำยาหรือดองศพ ที่จะโยงเข้ากับความเชื่อของชาวบ้านที่เชื่อว่า เขาจะกลับสู่ร่างเดิมอีกครั้งตามคำสาบานของเขากระนั้นหรือ?

แหล่งที่มา:huopara

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563

อสุรกายสัตว์ลึกลับกลางสงคราม

ค้นหา
Custom Search

👉มนุษย์หมาป่า - สิ่งมีชีวิตประหลาดคล้ายคนและคล้ายอุรังอุตัง

ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายกลางสงคราม นอกจากทหารจะจ้องแต่สู้รบและรับมือกับข้าศึก ในบางสงครามยังอาจมีอสูรประหลาดแทรกขึ้นท่ามกลางความตายในม่านควันที่กำลังบ้าคลั่งร้อนแรง ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล 

โดยทีมงานนิตยสารประจำสัปดาห์นี้ มีเรื่องแปลกๆมาเล่า แฟนานุแฟนลองพิจารณาดูกันเองก็แล้วกันว่ามันจริงหรือไม่

👉จระเข้ทะเล และเรือดำน้ำอู-28
ภาพจำลองเหตุการณ์สัตว์ประหลาดถูกตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำอู-28.
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เรือกลไฟอังกฤษไอบีเรียกำลังล่องเรือออกนอกชายฝั่งไอร์แลนด์ แต่ทันใดนั้นก็ถูกเรือดำน้ำอู-28 เรือดำน้ำเยอรมนีโจมตีแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว 
เรือไอบีเรียพยายามหนี แต่เรืออู-28 ตามติด ยิงตอร์ปิโดเข้าใส่ หลังจากโดนระเบิดจากเรือดำน้ำเข้าสองลูก เรือไอบีเรียก็จมดิ่ง หัวเรือโผล่ลอยชี้ขึ้นไปในอากาศ

เรือไอบีเรียอาจถูกลืมไปแล้วหาก
ไม่เพราะบทความที่กัปตันเรือดำน้ำอู-28 บารอน ฟอน ฟอร์สเนอร์ (Baron von Forstner) เขียนไว้ในหนังสือพิมพ์เยอรมันในปี ค.ศ.1933

ในบทความ บารอนเล่าว่าเขายืนอยู่บนหอบังคับการเรือดำน้ำ เฝ้าดูเรือกลไฟกำลังจมลง ประมาณ 25 วินาที หลังจากจมหายไปใต้ผิวน้ำก็มีการระเบิด อาจเกิดจากหม้อน้ำเรือ แต่การระเบิดไม่แค่ทำลายเรือ หากดีดเอาสิ่งมีชีวิตลึกลับตัวหนึ่งขึ้นมาจากทะเล

“สัตว์ประหลาดตัวนั้นยาวประมาณ 20 เมตร รูปร่างคล้ายจระเข้ ขาคู่หน้าและหลังแข็งแรง วิวัฒนาการเหมาะสำหรับว่ายน้ำ หัวยาวที่เรียวไปทางจมูก” เขามองเห็นเจ้าสิ่งมีชีวิตนี้อยู่ประมาณ 10-15 วินาที ในระยะห่าง 100-150 เมตร 
ท่ามกลางแสงแดดสดใส

👉รายงานนี้ทำให้นักสัตววิทยา เบลเยียม แบร์นาร์ด อูแวลมงส์ (Bernard Heuvelmans) ผู้คิดคำว่า “วิทยาสัตว์ลึกลับ” (cryptozoology) ให้ความเห็นว่า สิ่งที่เห็นจากเรือดำน้ำอู-28เป็นหนึ่งในสี่สิ่งที่เชื่อถือได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์! อาจด้วยเหตุระเบิดนั่นเองที่ดีดตัวสัตว์ขึ้นจากน้ำ อูแวลมงส์คาดว่าสิ่งมีชีวิตที่บารอนเห็นอาจคือจระเข้ยักษ์ทะเลจากยุคไดโนเสาร์ที่ยังเหลือ ในสกุลของ Thalattosuchia

👉จระเข้ยักษ์ทะเลในยุคไดโนเสาร์.
แม้อูแวลมงส์จะประเมินเช่นนั้น แต่ก็มีความคลางแคลงว่า บารอนอาจแต่งเรื่องราวทั้งหมดขึ้นตามเรื่องของเขา ลูกเรืออื่นๆอีกเจ็ดคนเห็นเจ้าสิ่งมีชีวิตนี้ด้วย แต่โชคร้าย หกคนเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุระหว่างสงคราม เมื่อปี 1917 เพราะเรือลำนี้จม พยานรอดตายเพียงคนเดียวคือพ่อครัวของเรือดำน้ำ โรเบิร์ต แมส (Robert Maas)

ผู้ไม่เคยเขียนเรื่องเหตุการณ์ไว้เลย นอกจากนี้ผู้รอดชีวิต 61 คนของเรือกลไฟไอบีเรียก็ไม่เห็นจระเข้ยักษ์ยุคล้านปีแต่อย่างใด ถ้าจะกล่าวอย่างเป็นธรรม ก็อาจจะเป็น
ไปได้ว่าพวกเขามัวแต่วุ่นวายเอาชีวิตรอดละมัง

👉บิ๊กฟุตตัวเล็ก (The Little Bigfoot)
จอห์น แม็คคินนอน นักสัตววิทยาชาวอังกฤษ โด่งดังขึ้นในช่วงปี 1990 เมื่อเขามีส่วนช่วยค้นพบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสามชนิดใหม่ที่ยังไม่มีการค้นพบจากเขตอนุรักษ์ธรรมชาติวูกวาง (Vu Quang Nature Reserve) อันห่างไกลของเวียดนาม แต่จากหนังสือปี 1974 ของเขา ในเรื่องการค้นหาตัวลิงแดง 
(The Red Ape) แม็คคินนอนกล่าวว่า อาจมีสิ่งมีชีวิตที่มากกว่าคำว่าธรรมดาซ่อนตัวอยู่ในป่าฝนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีก...

แม็คคินนอนเล่าว่า ครั้งหนึ่งที่เขากำลังเดินทางผ่านป่าในรัฐซาบาห์ มาเลเซีย “ผมเห็นภาพที่ทำให้ผมหยุดนิ่งราวกับไร้ลมหายใจ มันสร้างความประหลาดใจจนผมต้องคุกเข่าลงตรวจสอบอย่างใกล้ชิด มันคือรอยเท้าบนพื้นดิน คล้ายรอยเท้ามนุษย์เป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ใช่มนุษย์ หัวแม่เท้าดูเหมือนของคนเช่นเดียวกับส้นเท้า แต่ฝ่าเท้าสั้นและกว้างเกินไปที่จะ เป็นคน และหัวแม่เท้าใหญ่ก็อยู่ด้านตรงข้ามของส่วนที่ควรจะเป็นโค้งฝ่าเท้า มันทำเอาผมขนลุกซู่ ปรารถนาจะหันหัวกลับบ้านอย่างแรงขึ้นมาทันที 

ผมเล่าเรื่องนี้ให้คนเรือฟัง แต่คนเรือของผมดูไม่แปลกใจเลย เขาบอกว่า รอยเท้านั้นเป็นของคนป่า หรือบาทาทุต (Batatut)”

“ผมไม่สบายใจเมื่อพบมัน และไม่อยากติดตามไปค้นหาสิ่งที่เป็นปลายทาง ผมรู้ว่าไม่มีสัตว์ใดที่เรารู้จัก จะสามารถทำให้เกิดรอยทางอย่างนั้นได้ แต่โดยไม่ทันนึกว่าจะหลีกเลี่ยงพื้นที่นั้นเป็นพิเศษน่าเสียดายว่า การสำรวจเดือนต่อๆ มาผมเพิ่งตระหนักว่าจะไม่ได้กลับไปที่นั่นอีกเลย”

👉ทหารอเมริกันในสงครามเวียดนามประสบการณ์ของแม็คคินนอนทำให้เกิดความสนใจในวงกว้างถึงตำนานของบาทาทุต บิ๊กฟุตขนาดเล็กที่คาดว่าน่าจะซ่อนตัวอยู่ในป่าของเกาะบอร์เนียวและภูมิภาคอินโดจีน ซึ่งก็น่าจะช่วยอธิบายได้ถึงเรื่องที่บันทึกไว้ในหนังสือ “แปลกแต่จริง-เรื่องราวในสงครามเวียดนาม” 

ของเครกก์ พี เจ จอร์เกนสัน (Kregg P.J.Jorgenson) เล่าว่าทหารอเมริกันหกคนลาดตระเวนในป่าลึกของเวียดนาม เมื่อพวกเขาแลเห็นสิ่งมีชีวิตประหลาดอย่างหนึ่งคล้ายลิง สูงราว 150 เซนติเมตร ทั้งตัวเต็มไปด้วยขนรุงรังสีแดง เดินตัวตรงผ่านที่แจ้ง ทหารคาดว่ามันอาจจะเป็นอุรังอุตัง แต่ต่อมาจึงนึกได้ว่า ไม่มีลิงอุรังอุตังในเวียดนาม

น่าเศร้า...ไม่มีข่าวสิ่งมีชีวิตนั้นอีกแล้ว เป็นไปได้ว่าหน่วยบิน 101 น่าจะทิ้งระเบิดทำลายสัตว์ประหลาดที่น่าตื่นตาตื่นใจจนสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปเสียแล้ว

👉อสูรมอร์บาร์ค (The Morbach Monster)เมือง Wittlich ของเยอรมนี เป็นเมืองสุดท้ายที่มนุษย์หมาป่าถูกสังหาร แต่ก็คงไม่เลื่องลือถ้าทหารสหรัฐฯ

ที่ประจำอยู่ในพื้นที่จะไม่ช่วยกระพือกันต่อไปตามเรื่องเล่าว่าโธมัส โยฮานเนส ชไวเซอร์ ทหารในกองทัพนโปเลียนคนหนึ่งหนีทัพจากมอสโกมาพบเมืองนี้เข้า เมื่อผ่านทางเข้ามา ทหารโหยหิวพบบ้านไร่เป็นบ้านแรกก็ปรี่เข้าปล้น และฆ่าชาวนากับลูกชายซะ เมียชาวนาตามมาข้างหลัง ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็เสียใจและโกรธจัด นางกรีดร้องและเอ่ยสาปทหารโหด “แต่นี้ต่อไป จันทร์เต็มดวงเมื่อใด เจ้าจะกลายเป็นหมาป่าบ้าคลั่ง” ไม่ว่านางจะเป็นแม่มดหรืออย่างไร แต่ว่ากันว่าคำสาปเปลี่ยนเขาเป็นหมาป่าขนาดมหึมา บ้าคลั่ง เต็มไปด้วยความโกรธ และในบัดนั้นชไวเซอร์ก็ตบหัวหญิงชรา จนกะโหลกแตก จากนั้นก็วิ่งพล่านไปทั่วแถบชนบท

👉ชาวบ้านรู้ข่าวและร่วมมือกันล่าหมาป่า จนสามารถฆ่ามันลงได้ พวกเขานำร่างของมันไปฝังไว้ที่สี่แยก ทำศาลเพียงตาเล็กๆ ตั้งเทียนจุดไว้ต่อเนื่องไม่ดับ เพราะพวกเขาเชื่อว่า หากเทียนดับ มนุษย์หมาป่าจะลุกขึ้นจากหลุมได้อีก

ภาพพิมพ์ยุคเก่าแสดงภาพหมาป่าโจมตีมนุษย์.
เรื่องราวนี้เป็นที่รู้จักดี ทีมฟุตบอลท้องถิ่นยังขนานนามทีมตนว่า “อสูรมอร์บาร์ค” แต่สิ่งน่าสนใจกว่านั้นคือ ในช่วงสงครามเย็นมีทหารอเมริกันจำนวนมากที่เห็นสัตว์คล้ายหมาป่าลึกลับขณะออกลาดตระเวน

ตามเรื่องราวที่มหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์กรวบรวมไว้ เล่าว่า สารวัตรทหารกลุ่มหนึ่งไปสะดุดเข้ากับเจ้าสิ่งมีชีวิตคล้ายสุนัข ซึ่งยืนขึ้นด้วยขาหลังของมัน และจ้องมองมาที่พวกเขา เจ้าสิ่งมีชีวิตนั้นกระโดดยาวๆ กระโจนข้ามรั้วขนาดสูงกว่าคนได้อย่างสบายๆ แล้วสัตว์ร้ายก็หายเข้าป่าไป สารวัตรไปนำสุนัขดมกลิ่นมา แต่มันตัวสั่นด้วยความกลัว และไม่ยอมติดตามหาเจ้าสิ่งมีชีวิตนั้น

👉มังกรบรอสโนอาจมีลักษณะคล้ายแบบนี้.­­­มังกรบรอสโน (The Brosno Dragon)

ทะเลสาบบรอสโน (Lake Brosno) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงมอสโก ทะเลสาบแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ลึกจนน่าแปลก คราวหนึ่ง ทัพทหารม้าโหดชาวตาตาร์ซึ่งกำลังเคลื่อนพลจะเข้าโจมตีเมืองนอฟโกร็อด (Novgorod) ตัดสินใจหยุดพักให้หายเหนื่อยริมทะเลสาบเสียคืนหนึ่งก่อน จู่ๆก็มีสัตว์ประหลาดคล้ายสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่พุ่งตัวขึ้นมาจากผืนน้ำเข้าโจมตีคนและม้า ทำเอาทหารตาตาร์หนีกันกระเจิง พวกเขาถือว่าการถูกมังกรโจมตีเป็นสัญญาณไม่ดี เลยตัดสินใจทิ้งนอฟโกร็อดแล้วกลับบ้าน

ตำนานเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดในทะเลสาบยังมีอีกมากมายจนทำให้ “บรอสเนีย” (Brosnya) ดังเทียบเท่ากับสัตว์ประหลาดล็อคเนสส์ ทำให้ในปี 2002 กลุ่มยูเอฟโอรัสเซียจัดโครงการใช้โซนาร์อ่านก้นทะเลสาบ และรายงานว่าพบ “มวลเหมือนเยลลี่ขนาดใหญ่มาก” ลอยตัวอยู่เหนือก้นทะเลสาบ แต่เพราะความเป็นรัสเซีย พวกเขาเลยยิงลูกระเบิดลงไปในน้ำ เพื่อให้มันลอยขึ้นมาสู่ผิวน้ำ แต่ก็ไม่มีอะไรคล้ายสัตว์ประหลาดโผล่ขึ้นมา

👉ทะเลสาบบรอสโนที่ดูลึกลับ.
คนโซเวียตบางคนที่ยังแคลงใจ หาทางอธิบายสถานการณ์ที่มองเห็นสัตว์คล้ายมังกรด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ เช่น อาจเป็นไปได้ว่า ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์รวมตัวกันที่ก้นของทะเลสาบ แล้วผุดลอยขึ้นมาที่พื้นผิว ทำให้ฟองอากาศระเบิดจนอาจจะเข้าใจผิดว่ามาจาก

สิ่งมีชีวิตใต้น้ำ หรือการแตกหักของภูเขาไฟที่ด้านล่างของทะเลสาบอาจดีดฟองอากาศของก๊าซชนิดเดียวกันขึ้นมาก็เป็นได้ หรือบางทีอาจจะเป็นแค่กวางเอลก์ว่ายน้ำข้ามทะเลสาบก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม ถ้าเชื่อว่ามันคือกวางขนาดใหญ่ มันก็คงไม่อาจโดดขึ้นจากน้ำ แล้วกลืนกินเครื่องบินเยอรมันทั้งลำ ดังที่มีข่าวลือว่ามังกรบรอสเนียทำอย่างนั้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กระมัง.

รายการบล็อกของฉัน

 hellomanman  happy-topay  invite-buying
 men-women-apparel diarylovemanman news-the-world
 homemanman alovemanman
 menmen-love
 ghost-in-manman  U.F.O.manman fishmanman
foodmanman  flowermanman herbs-in-manman
devilmanman herbs-in-manman manman clip