เหงื่อผู้ถึงฆาต เรื่องนี้เป็นการรักษาในศตวรรษที่ 17 อีกเช่นกัน โดยมีมนุษย์หัวใสผู้เป็น ต้นคิดเกิดไอเดียขึ้นมาว่าทุกส่วนของร่างกายมนุษย์ไม่ควรปล่อยทิ้งให้เสียด้วยสามารถนำมาใช้รักษาโรคได้หมดรวมถึง “ของเสีย” ด้วย ซึ่งหยาดเหงื่อก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของของเสียที่ขับออกมาโดยยอดชายหัวใส
นามว่านายยอร์จ ทอมสัน
นี้ได้ออกสูตรการรักษา “ริดสีดวงทวาร” ด้วยเหงื่อคนใกล้ตาย
ซึ่งกรรมวิธีในการหาวัตถุดิบนั้นก็ไม่ยากไม่เย็น (สำหรับนายทอมสัน) คือไปตีซี้กับเพชฌฆาตที่แขวนคอนักโทษหน่อยแล้วก็หาขวดหรือแก้วอะไรก็ได้ไปรออยู่ใกล้ๆหลักประหารคอยยื่นให้นักฆ่านั้นช่วยรองเอา “เหงื่อ” จากผู้ที่จะต้องถูกปลิดชีวิตในอีกไม่กี่นาทีต่อไปนั้น
นอกจากนั้นยังได้ให้เทคนิคไว้เผื่อกลัวไม่สะดวกต่อผู้ใช้อีกว่า หากผู้ใช้ปรารถนาเหงื่อจากมือคนใกล้ตายสดๆก็อาจขอให้เขาใช้มือที่ชุ่มเหงื่อกาฬนั้นมาช่วยสัมผัสบริเวณที่เจ็บป่วย (อย่างริดสีดวงเนี่ยนะ) สักหน่อยได้พอเป็นบุญกิริยา ซึ่งฟังดูแล้วอย่าคิดว่าเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้นะครับ
เพราะมีรายงานว่าเมื่อศตวรรษที่ 19 นี้เองก็มีผู้ไปรอคอยอยู่ใกล้ๆตะแลงแกงผูกคอนักโทษเพื่อจะไปจับมือชุ่มเหงื่อของคนใกล้ตายนั้นมาทาถูทาถูที่ก้อนซีสต์ซึ่งก็คือถุงน้ำที่งอกนูนขึ้นมาของตัวเองครับ
โลชั่นไขมันมนุษย์ ว้าว...
สาวๆจะรอผิวสวยอยู่ไยไปดูโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์ไฮเอนด์นี้กันไหมครับ แม้จะเชื่อแน่ว่าคำตอบคือ “ไม่”
แต่คำตอบนี้อาจเปลี่ยนไปในบางพื้นที่ของยุโรปสมัยก่อน โดยเฉพาะกับผู้ที่ทนทุกข์กับโรคไขข้อที่ปวดเข้ากระดูกแสนทรมานยามหน้าหนาวและไม่หนาว ท่านที่มีอาการตะคริวจับ, ชาตามตัวและเส้นประสาทเสื่อม ทั้งหมดนี้มีสิ่งที่เชื่อกันว่าช่วยได้คือ “ไขมันมนุษย์” ครับ
โดยได้วัตถุดิบมาจากซากศพของฆาตกรและศัตรูที่เสียชีวิต โดยในเนเธอร์แลนด์ตอนนั้นมีอาชีพใหม่เกิดขึ้นคือ “ศัลยเพชฌฆาต
(Surgeon-executioner)”
ซึ่งก็คือราชมัลผู้ประหารนักโทษนั่นละครับ แต่ผันตัวเองมา “ชำแหละศพ” เหยื่อที่ตัวฆ่าด้วย
(Surgeon-executioner)”
ซึ่งก็คือราชมัลผู้ประหารนักโทษนั่นละครับ แต่ผันตัวเองมา “ชำแหละศพ” เหยื่อที่ตัวฆ่าด้วย
ดังที่มีเขียนเล่าไว้ว่ามีเพชฌฆาตท่านหนึ่งที่วันนี้เพิ่งผูกเชือกแขวนคอปล่อยนักโทษให้ไปสู่ปรโลกเสร็จแล้ววันรุ่งขึ้นก็ตั้งโต๊ะขายน้ำมันทาถูเพื่อสุขภาพจากศพที่ตัวเองสังหารไปหมาดๆ เรื่องนี้ถึงกับมีอาร์ติเคิลทางการแพทย์ที่กล่าวถึงไว้ใน
Journal of Pharmacy
Journal of Pharmacy
ในปี 1922 ได้พูดถึงการอ้างสรรพคุณของ “น้ำมันศพผูกคอ (Hangman’s Salve)” หรือเรียกอีกชื่อว่า “น้ำมันคนบาป (Poor Sinner’s fat)” ในเนเธอร์แลนด์แดนกังหันลมว่ามันเป็นที่นิยมในหมู่ชาวดัตช์ว่าใช้รักษากระดูกหลุดและความพิการต่างๆ อย่างไรก็ดีครับ ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือเนเธอร์แลนด์ได้ยกเลิกกฎหมายประหารชีวิตแบบแขวนคอไปนมนานแล้ว ดังนั้นโลชั่นที่อ้างว่าเป็นไขมันมนุษย์นั้นก็คงไม่ได้มีน้ำหนักมากครับ
เฮ้อ...ฟังแล้วสยองปนคลื่นไส้ ขอบอกก่อน ว่าที่เขียนมานั้นเป็นเรื่องที่เป็นความเชื่อที่เล่าต่อๆกันมาบ้างซึ่งก็เชื่อว่าคงไม่มีผู้ใดไป “ทดลอง” ทำอย่างพิสดารตามเพราะอันตรายมาก ด้วยชิ้นส่วนของสัตว์หรือคนมีโอกาสนำเชื้อโรคได้สูงดังโรคไวรัสทำลายสมองต่างๆ แถมสูตรต่างๆที่ว่ามาก็ไม่ถือว่าเป็นสูตรที่ใช้ได้ผลแต่อย่างใด ส่วนใหญ่เป็นการรักษาแบบโบราณพ้นสมัยไปแล้ว
โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 17 ที่ผมได้พบว่ามีเรื่องราวใช้ศพรักษานี้อยู่ในบันทึกทางการแพทย์ต่างๆอยู่เยอะพอดู ซึ่งเหตุหลักๆก็เพราะไม่มีหยูกยาที่เหมาะจะใช้เลยต้องหาของ (ใกล้ตัวม้ากมาก) มาแก้ขัดไปพลางๆก่อน.
