บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปริศนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปริศนา แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2567

ไขปริศนาลึกลับ ต้นกำเนิด “ตำราวอยนิช” หนังสือเขียนด้วยรหัสลึกลับที่สุดในโลกได้แล้ว


ไขปริศนาลึกลับ ต้นกำเนิด “ตำราวอยนิช” หนังสือเขียนด้วยรหัสลึกลับที่สุดในโลกได้แล้ว

วันนี้เราก็จะมานำเสนอเกี่ยวกับตำราปริศนาลึกลับของโลกที่ชื่อว่าตำราวอยนิช  

ซึ่งบางคนไม่เชื่อก็อาจจะมองว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อตำราของคนสติเฟืองเขียนเอาไว้บันทึกเอาไว้

เหมือนกับพวกดาวน์ซินโดรมหรือพวกออจิสติกที่มีความคิดแปลกประหลาดเขียนตำรานี้เอาไว้นั่นแหละเพราะฉะนั้นเราก็ลองมาพิจารณาดูว่าตำราเนี่ยมันจะลึกลับซับซ้อนอย่างไรก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนนะครับ


แม้แต่เอฟบีไอและนักถอดรหัสอัจฉริยะอย่างอลัน ทัวริง ยังไม่สามารถจะไขปริศนาของตำราโบราณนี้ได้
ตำราวอยนิช (Voynich manuscript) หนังสือโบราณจากยุคกลางของยุโรป ซึ่งเขียนด้วยรหัสลึกลับที่ไม่มีนักภาษาศาสตร์หรือนักคณิตศาสตร์คนใดจะแปลความหมายออกได้มานานกว่า 600 ปี ได้รับการไขปริศนาในเรื่องแหล่งที่มาและตัวตนของผู้เขียน ทั้งยังทราบถึงภาษาโบราณที่ใช้ในการเขียนด้วย

ดร. เจอราร์ด เชสเชียร์ นักวิจัยด้านภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริสตอลของสหราชอาณาจักร เผยว่าสามารถไขปริศนาของตำราวอยนิชได้ หลังจากลงมือศึกษาต้นฉบับโดยใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น โดยเขาเลือกใช้วิธีวิเคราะห์ทางภาษาศาสตร์แบบใหม่ และได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวลงในวารสารวิชาการ Romance Studies ฉบับล่าสุด


ก่อนหน้านี้บรรดาผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรสำคัญต่าง ๆ ทั่วโลก แม้แต่เอฟบีไอและนักถอดรหัสอัจฉริยะอย่างศาสตราจารย์ อลัน ทัวริง ก็ไม่สามารถจะไขปริศนาของตำราโบราณนี้ได้ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าตำราวอยนิชอาจเป็นเพียงของปลอมที่ทำขึ้นเองโดยนายวิลฟริด เอ็ม. วอยนิช พ่อค้าและนักสะสมของโบราณชาวโปแลนด์ ซึ่งเป็นผู้ค้นพบหนังสือเล่มนี้เมื่อปี 1912

Voynich manuscriptที่มาของภาพ,PA
คำบรรยายภาพ,ดร. เชสเชียร์ เชื่อว่าตำราวอยนิชเขียนขึ้นโดยใช้ภาษาในกลุ่มโรมานซ์โบราณ (Proto-Romance)
อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีพบว่า ตำราวอยนิชนั้นเป็นของเก่าที่ถูกเขียนขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 15 และในปีที่แล้ว (2018) ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ทาของแคนาดา ได้พยายามใช้โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอถอดรหัสตำราวอยนิช จนพบว่าตำรานี้ถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาที่มีความคล้ายคลึงกับภาษาฮีบรูของชาวยิวเป็นอย่างมาก

ผลการศึกษาล่าสุดของดร. เชสเชียร์ชี้ว่า ตำราวอยนิชนั้นเป็นหนังสือรวบรวมความรู้และแนวปฏิบัติเรื่องสุขภาพของสตรี ซึ่งบรรดาแม่ชีคณะดอมินิกันได้รวบรวมขึ้น เพื่อใช้เป็นตำราอ้างอิงในราชสำนักฝ่ายในของพระนางมาเรียแห่งคาสตีล (Maria of Castile) ราชินีแห่งแคว้นอารากอนซึ่งปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของประเทศสเปน เนื้อหาบางส่วนกล่าวถึงการใช้สมุนไพร การอาบน้ำชำระร่างกาย สรีระของสตรี และโหราศาสตร์


ปัจจุบันตำราวอยนิชถูกเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยเยลในสหรัฐฯ
ดร. เชสเชียร์ยังระบุว่า ภาษาที่ใช้ในการเขียนหนังสือซึ่งถือว่ามีความลึกลับที่สุดเล่มหนึ่งของโลกนี้ เป็นภาษาเก่าแก่ที่สูญหายไปแล้วภาษาหนึ่งในกลุ่มภาษาโรมานซ์โบราณ (Proto-Romance) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของภาษาสเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส อิตาเลียน โรมาเนียน คาตาลัน และกาลิเซียน ในปัจจุบัน

"ภาษาโบราณนี้ใช้กันทั่วไปในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนช่วงยุคกลาง แต่เป็นภาษาพูด ไม่ใช่ภาษาเขียนของทางการอย่างภาษาละติน ทำให้มันสูญหายและตายไปในที่สุด" ดร. เชสเชียร์กล่าว "ตำรานี้ดูเหมือนเขียนด้วยรหัสลับ เพราะใช้สัญลักษณ์หลายแบบทั้งที่เราคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยมาเป็นตัวพยัญชนะและสระ ทั้งไม่มีการกำหนดใช้เครื่องหมายวรรคตอนโดยเฉพาะ"

คาดว่าจะมีการแปลเนื้อหากว่า 200 หน้าของตำราวอยนิชออกมาโดยละเอียดต่อไป ซึ่งในระหว่างนี้นักภาษาศาสตร์บางส่วนได้แสดงความสงสัยถึงวิธีการถอดรหัสของ ดร. เชสเชียร์ ว่ามีความถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่สรุปว่ามีภาษาโบราณอยู่เพียงภาษาเดียวที่เป็นต้นตระกูลของกลุ่มภาษาสมัยใหม่หลายภาษา

😀สรุปแล้วต้องมานั่งถอดรหัสอะไรก็ไม่รู้เสียเวล่ำเวลาทำมาหากิน

วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566

Thunderbird ตำนานนกยักษ์แห่งอเมริกาเหนือ

🗽Thunderbird : ตำนานนกยักษ์แห่งอเมริกาเหนือ

เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้มีโอกาสศึกษาเรื่องราวและตำนานเกี่ยวกับประเทศอเมริกาแล้วไปสะดุดกับเรื่องราวที่น่าสนใจเข้าเรื่องหนึ่ง เป็นตำนานเกี่ยวกับนกยักษ์ที่ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องแต่ง หรือเป็นเรื่องจริงกันแน่ ซึ่งในวันนี้เราจะนำเอามาเปิดเผยให้คุณผู้อ่านได้ติดตามกันภายในบทความนี้กับเรื่องราวของ 
ทันเดอร์เบิร์ด (Thunderbird) ปริศนานกยักษ์ในตำนาน


ที่มาของตำนาน
ตามตำนานของอินเดียนแดงได้กล่าวถึงนกประหลาดตัวนี้เอาไว้ว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ที่ชาวพื้นเมืองนับถือให้เป็นเทพเจ้า (ซึ่งถ้าหากคุณผู้อ่านเคยดูหนังที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชนเผ่าอินเดียนแดงแล้วสังเกตุเห็นรูปปั้นนกอยู่บนยอดเสาร์ประจำเผ่าแล้วละก็นั้นแหละครับทันเดอร์เบิร์ด) 

พวกอินเดียนแดงเชื่อกันว่าเจ้านกยักษ์ตนนี้มีขนาดใหญ่มากพอที่จะสามารถสร้างพายุทอร์นาโดขึ้นมาได้ในทุกๆ ครั้งที่มันกระพือปีก นอกจากนี้พวกเขายังเชื่ออีกว่าทุกครั้งที่เกิดฟ้าแลบขึ้นมากลางอากาศนั้นเป็นเพราะแสงอาทิตย์ได้กระทบกับลูกตาของเจ้านกยักษ์ตัวนี้ จนเกิดเป็นประกายขึ้นมาอย่างน่าสยดสยอง


เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาจากปากสู่ปากของพวกอินเดียนแดงจะน่าเชื่อถือขนาดไหน ไม่มีใครทราบ แต่เรื่องราวเหล่านี้คงจะไม่กลายเป็นปริศนาที่น่าขนหัวลุกขึ้นมา ถ้าไม่บังเอิญว่ามีคนไปพบเห็นเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้เข้าโดยบังเอิญ 

คุณผู้อ่านอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ที่คนจะเห็นนกที่บินอยู่บนท้องฟ้ามีขนาดใหญ่กว่าปกติ 
(ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้) แต่ผู้ที่พบเจอกับเรื่องนี้อาจจะต้องขำไม่ออก 
เมื่อปรากฏว่ามีผู้ที่เห็นเจ้ายักษ์ตัวนี้มาเป็นระยะเวลาต่อเนื่องตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จนทำให้เรื่องราวของมันกลายเป็นตำนานที่เลื่องลือ
ขึ้นมาในหมู่คนอเมริกันต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้


การพบเห็นนกประหลาดตัวนี้
แร้งแคลิฟอร์เนียที่อาจเป็นเจ้าของโแมหน้าที่แท้จริงของ Thunderbird
มีตำนานการพบเห็นเรื่องราวของนกประหลาดตัวนี้มานานถึงหลายสิบปีด้วยกัน ผ่านคำบอกเล่าของผู้คนที่อาศัยอยู่ในประเทศอเมริกา ว่าพวกเขาได้พบเจอกับนกที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าเครื่องบินขนาดเล็กลำหนึ่ง จนเรื่องที่ว่านี้กลายเป็นเรื่องที่โด่งดังขึ้นมาในหลายๆ พื้นที่ถึงขนาดที่ว่าเคยมีผู้ที่พบเห็นมันในระยะประชิดกันเลยทีเดียว 

สร้างความตื่นตกใจให้กับผู้คนเป็นจำนวนมาก ว่าซักวันหนึ่งพวกเขาอาจจะต้องเป็นเหยื่อให้กับเจ้านกประหลาดตัวนี้ก็เป็นได้ ซึ่งสิ่งที่คุณผู้อ่านกำลังจะได้ติดตามกันต่อไปนี้เป็นเพียงหลักฐานการพบเจอที่สร้างความฉงนให้กับผู้คนมาจนถึงปัจจุบันนี้


ในปี 1945 ได้มีผู้ที่ออกมาเปิดเผยว่าในขณะที่เขากำลังเดินเล่นอยู่ที่บริเวณริมน้ำ อยู่ดีๆ ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น เมื่อเขาเห็นเหมือนเงาขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนที่ผ่านผิวน้ำไป ชายผู้นี้ตัดสินใจเงยหน้าขึ้น 
ไปมองภาพดังกล่าวแต่แล้วเขาก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติเมื่อพบว่าสิ่งที่เขาเห็นมันไม่ใช่เครื่องบินแต่เป็น
นกรูปร่างประหลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ

นอกจากรายงานการพบเห็นของชายผู้นี้แล้วยังมีเรื่องเล่าอีกว่าใน
ปี 2000 มีผู้ที่ได้พบเห็นมัน แบบระยะประชิด เรื่องที่เกิดขึ้นสร้างความตื่นตะลึงให้กับชายผู้นี้เป็นอย่างมาก 

เขาได้เปิดเผยว่ามันมีปีกที่กว้างถึง 15 ฟุต และมีขนาดลำตัวที่ยาวถึง 5 ฟุตเลยทีเดียว

จากเรื่องราวดังกล่าวสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คนทั่วโลกจน ช่องสารคดีอย่าง Animal Planet ต้องนำเอาเรื่องราวของมันมาทำเป็นสารคดีเกี่ยวกับตำนานสัตว์ประหลาดที่เคยเข้าทำร้ายคนกันเลยทีเดียว


ข้อสันนิษฐาน
มีผู้ที่สันนิษฐานกันไปต่างๆ นาๆ ว่าเจ้านกยักษ์ที่ว่านี้มีตัวตนอยู่จริงๆ หรือเป็นเพียงแค่การอุปทานหมู่ของคนจำนวนมากกันแน่ เพราะหากมองในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์แล้วโอกาสที่นกยักษ์ชนิดนี้จะมีอยู่จริงก็เป็นไปได้น้อยมาก 

โดยสิ่งที่ผู้คนพบเห็นนั้นอาจจะเป็นเพียงแค่นกพันธุ์หนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติเท่านั้น

อย่างไรก็ตามเรื่องราวของนกยักษ์ ทันเดอร์เบิร์ดก็ยังคงเป็นปริศนาที่
ไม่สามารถไขคำตอบได้ต่อไปว่าสรุปแล้วตำนานที่ว่านี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่!!
เพราะในปัจจุบันนี้ก็ยังหาผู้
ที่ฟันธงชี้ชัดไม่ได้จนกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราต้องทิ้งเอาไว้ให้เป็นปริศนาต่อไปนั่นเอง

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ปริศนาบรรลือโลก การหายตัวของ Gil Perez..


ค้นหา
Custom Search
ปริศนาบรรลือโลก : การหายตัวของ Gil Perez..เรื่องราวของการข้ามเวลาน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับทฎิษดีเรื่องของการเดินทางทะลุเวลาและทะลุมิติกันมาบ้างแล้ว

แต่เรื่องที่กำลังจะนำมาเสนอให้กับคุณสมาชิกได้อ่านติดตามกันนั้นเป็นเรื่องราวที่ค่อนข้างจะน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเกี่ยวกับชายที่ชื่อว่า กิล เปเรซ (Gil Perez) ปริศนาที่ไม่สามารถหาคำตอบได้มาจนถึงทุกวันนี้

ตำนานเรื่อง Gil Perez
เรื่องราวของชายผู้นี้เป็นเรื่องราวปริศนาในอดีตที่จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดเรื่องประหลาดขึ้นกับชายผู้นี้ เรื่องราวของ กิล เปเรซ เริ่มต้นขึ้นในปี 1593 เข้าถูกส่งตัวมาเป็นทหารอยู่ในกรุงมนิลาประเทศ ฟิลิปปิน โดยมีหน้าที่เฝ้าพระราชวังให้กับเจ้าเมืองในขณะนั้น

ชีวิตของ กิล เปเรซ ไม่ได้แตกต่างไปจากทหารธรรมดาๆ ทั่วๆ ไปในขณะนั้นที่ต้องทำหน้าที่เดินตรวจตราไปรอบพระราชวังและมีหน้าที่ในการเฝ้าอารักขาเจ้านายของตน แต่แล้วในระยะเวลาไม่นานก็เกิดเรื่องขึ้นเมื่อเจ้านายของเขาถูกลอบสังหารในขณะที่กำลังเดินทางไปยังเกาะโมลุกกะ โดยกบฏชาวจีน ทำให้ทหารทุกคนจำเป็นที่จะต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันการเกิดกรณีซับซ้อนขึ้นอีก

ปริศนาสุดพิศวงที่เกิดขึ้น
เรื่องราวปริศนาของเราเริ่มต้นขึ้นที่ตรงนี้แหละครับคุณผู้อ่านทุกท่านเพราะ กิล เปเรซ ก็โดนให้เข้าเวรยามไม่ต่างอะไรจากทหารคนอื่นเช่นกัน ด้วยความเหนื่อยยอ่อนจากการเฝ้าเวรยามหรือความเบื่อก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้เขานอนหลับไปโดยหันหลังพิงกำแพงเอาไว้ ก่อนที่จะเกิดเรื่องประหลาดขึ้นในเวลาต่อมา เพราะเมื่อเขาลืมตาขึ้นสถานที่ที่เขาพบกับไม่ใช่พระราชวังเสียแล้ว ที่สำคัญที่สุดก็คือดินแดนแห่งนี้แตกต่างจากกรุงมนิลาโดยสิ้นเชิง

กิล เปเรซ เกิดคำถามขึ้นว่าแล้วเขาอยู่ที่ไหนกันแน่ เขาจึงเดินสำรวจบริเวณนั้นจนมาเจอกับทหารยามคนหนึ่งเขาจึงตัดสินใจเข้าไปถามว่าสรุปแล้วเขามาอยู่ที่ไหนกันแน่ เคราะห์ดีที่ทหารคนนั้นสามารถสื่อสารกับ กิล เปเรซ ได้จึงตอบกลับไปว่าที่นี้คือ ประเทศเม็กซิโก (Mexico) และถามคำถามแปลกๆ กับเขาอีกมากมายเพราะในขณะนั้น กิล เปเรซ กำลังใส่ชุดของนายทหารประจำราชวังอยู่ เขาถูกจับในทันทีด้วยข้อหาที่ว่าเขาอาจจะเป็นทหารหนีทัพมา

หลายเดือนผ่านไปในที่สุดก็มีเรือสเปนจากมนิลามาถึงยังเม็กซิโกพร้อมด้วยข่าวการเสียชีวิตของท่านผู้ว่าประจำมนิลา เจ้าหน้าที่ประจำเม็กซิโกได้สอบถามกับผู้ที่มาแจ้งข่าวว่ารู้จักกับ กิล เปเรซ หรือไม่ !!

เชื่อหรือไม่ว่าผู้ที่มาแจ้งข่าวรู้จักเขาเป็นอย่างดีครับ ที่สำคัญก็คือเขายังประหลาดใจอยู่ว่าเพราะเหตุใด กิล เปเรซ ถึงมาอยู่ที่นี้ได้ ทั้งๆ ที่เห็นล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ยังอยู่ที่มนิลาอยู่เลย

เชื่อกันว่าเรื่องราวของ กิล เปเรซ ไม่ได้รับการเปิดเผยจากทางการอีกเลยเป็นระยะเวลาถึง 100 ปี ด้วยกันจนกระทั่งมีการนำเอารายงานเรื่องนี้ออกมาเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะชน มีผู้ที่ตั้งข้อสงสัยเรื่อง กิล เปเรซ มากมายว่าเพราะเหตุใดเขาจึงสามารถไปปรากฏตัวที่ประเทศเม็กซิโกได้ ด้วยระยะเวลาอันสั้นนักจนเกิดเป็นทฤษฎีต่างๆ มากมายทั้งผู้ที่เชื่อและไม่เชื่อในเรื่องนี้

ทฤษฎีการหายตัวของ กิล เปเรซ
มีผู้ที่ตั้งข้อสังเกตุว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับ กิล เปเรซ นั้นเป็นตัวอย่างที่ดีของการเดินทางผ่านเทเลพอร์ตมาปรากฏตัวยังอีกสถานที่หนึ่ง อย่างแน่นอน โดยประตูมิติน่าจะอยู่ในบริเวณที่ กิล เปเรซ นอนหลับไปโดยเขาไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเขาถูกเทเลพอร์ตมายังที่ไหน

ในขณะที่บางคนนั้นเห็นต่างโดยพวกเขามองว่า กิล เปเรซ เป็นเพียงคนสติไม่ดีที่อยากจะดังและประสบความสำเร็จจากการมีชื่อเสียงโด่งดังเท่านั้น โดยเขาอาจจะเดินทางล่วงหน้ามายังเม็กซิโกแล้วแกล้งทำเป็นว่าไม่รู้ก็ได้
อย่างไรก็ตามเรื่องราวของ กิล เปเรซ ก็ยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีใครสามารถหาข้อสรุปที่แน่นอนได้ว่าแท้ที่จริงแล้วเขามาจากที่ไหนกันแน่ หรือ แท้ที่จริงแล้วเรื่องที่เขาเล่าเป็นเพียงตำนานที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงกันแน่สิ่งนี้จะยังคงเป็นปริศนาสำหรับโลกใบนี้ต่อไป จนกว่าจะมีผู้ที่ออกมาเปิดเผยถึงความจริงว่าเพราะเหตุใดกันแน่มันถึงได้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นกันแน่
ที่มา https://daily.rabbit.co.th/การหายตัวของ-gill-perez

วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

จดหมายลึกลับในศตวรรษที่ 17 เขียนโดยแม่ชีที่ถูกปีศาจครอบงำ


จดหมายลึกลับในศตวรรษที่ 17 เขียนโดยแม่ชีที่ถูกปีศาจครอบงำ เพิ่งได้รับการถอดรหัสบางส่วน...
Maria Crocifissa della Concezione
หรือเรียกสั้นๆ ว่า Maria เธอเป็นแม่ชี
ในศตวรรษที่ 17 โดยมีตำนานเล่าว่าเธอถูก Lucifer จอมมารแห่งนรกเข้าครอบงำ และใน
ปี 1676 เธอก็ได้เขียนจดหมายลึกลับฉบับหนึ่งเอาไว้ที่สำนักนางชี Palma di Montechiaro
จดหมายลึกลับที่ซาตานใช้ร่างของเธอเขียนเอาไว้ ไม่มีใครสามารถไขปริศนาได้จนกระทั่ง 341 ปีต่อมา ...
กลุ่มนัวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์
ชาวอิตาลี ก็ได้ทำการถอดรหัสคำแปลที่อยู่บนจดหมายออกมาได้

โดยใช้โปรแกรมถอดรหัสที่ได้ค้นพบบนเว็บไซต์สายมืด และได้พบว่าข้อความที่ปรากฏบนในจดหมายเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก เพราะมันได้อธิบายถึงพระเจ้า และพระเยซูว่าเป็น "ตัวถ่วง"

สำหรับ Maria เธอได้เข้ามาอยู่ในสำนักนางชีเมื่อตอนที่
อายุ 15 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้เธอมีชื่อว่า Isabella Tomasi โดยเช้าวันหนึ่งในปี 1676 เธอได้เผยว่า......
เธอตื่นขึ้นมาพร้อมกับข้อความลึกลับที่ถูกเขียนลงบนจดหมาย โดยเธอได้บอกน้องสาวของเธอว่า เธอกำลังถูกซาตานครอบงำ และบอกให้เธอเขียนข้อความเหล่านี้

แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายปี ข้อความที่อยู่ในจดหมายก็ยังคงเป็นปริศนา และยังไม่มีแม่ชีคนไหนสามารถแปลข้อความลึกลับที่ Maria เขียนลงบนจดหมายได้เลย

และเราก็ต้องขอขอบคุณทีมงานจากศูนย์วิทยาศาสตร์ Ludum ในคาตาเนีย ประเทศอิตาลี เป็นอย่างมาก เพราะในที่สุดพวกเขาก็สามารถแปลข้อความในจดหมายออกมาได้ โดยใช้โปรแกรมที่ค้นพบบนเว็บมืดมาเปิดเผยความลับที่ถูกเก็บเอาไว้มานานหลายร้อยปี

ทางด้าน Daniele Abate ผู้อำนวยการจากศูนย์วิทยาศาสตร์ได้ออกมาเผยว่า "เราได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเว็บมืดที่ให้บริการเกี่ยวกับโปรแกรมถอดรหัส และเมื่อสามารถแปลข้อความในจดหมายออกมาได้ก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่เลวร้ายจริงๆ"
อย่างไรก็ตาม
ทางนักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มทำความเข้าใจ และสามารถแปลข้อความในจดหมายได้ 15 บรรทัด ซึ่งพวกเขาพบว่า ในนั้นมีการกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ พระเจ้า และซาตาน
นอกจากนี้ยังพบว่า ข้อความเหล่านั้นไม่สอดคล้องกัน
ซึ่งพวกเขาก็คาดว่า Maria อาจจะเป็นบุคคลโรคจิต รวมถึงเป็นผู้ป่วยโรคไบโพล่าร์ หรือโรคอารมณ์สองขั้วนั่นเอง...
ทั้งนี้ ภายในจดหมายได้อธิบายถึงพระเจ้า พระบิดาและพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เป็น 
"ตัวถ่วง" อีกทั้งยังเผยอีกว่า พระเจ้าทรงคิดว่าพระองค์สามารถเป็นอิสระจากมนุษย์ได้
ที่มา catdumb

รายการบล็อกของฉัน

 hellomanman  happy-topay  invite-buying
 men-women-apparel diarylovemanman news-the-world
 homemanman alovemanman
 menmen-love
 ghost-in-manman  U.F.O.manman fishmanman
foodmanman  flowermanman herbs-in-manman
devilmanman herbs-in-manman manman clip