บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัตว์ประหลาด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัตว์ประหลาด แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567

นักวิจัยจากสหรัฐฯ และชิลีค้นพบ Dulcibella camanchaca อัมฟิพอดแบบผีสิงที่พบที่ความลึก 7,902 เมตร


นักวิจัยจากสหรัฐฯ และชิลีค้นพบ Dulcibella camanchaca 

อัมฟิพอดแบบผีสิงที่พบที่ความลึก 7,902 เมตรในเทรนช์ Atacama ทําเครื่องหมายการก้าวหน้าในการสํารวจทะเลลึก


ไม่เหมือนกับ amphipods ทั่วไปซึ่ง scavenge, D camanchaca ล่าสัตว์อย่างแข็งขัน ทําให้มันเป็นแอมฟิพอดล่าตัวแรกที่ระบุไว้ในโซน hadal หนึ่งในที่อยู่อาศัยที่ลึกลับที่สุดของโลก

ตั้งชื่อตาม Dulcinea del Toboso จาก Don Quixote ชื่อของสายพันธุ์ camanchaca 

หมายถึงความมืดของบ้านในทะเลลึก และการปรับตัวรวมถึงส่วนประกอบของ Raptorial สําหรับการล่าเหยื่อ 

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ตำนานแมงสี่หูห้าตา

บทความแรกคือทำความรู้จักกับแมงสี่หูห้าตาไปแล้วนะครับ...ตอนนี้ก็เป็นบทความที่ 2 คือว่าด้วยตำนานของแมงสี่หูห้าตา ว่ามันมีที่มาที่ไปและตำนานเป็นอย่างไรเราเข้ามาดูกันเลยดีกว่านะครับ

👉🏿ตำนานแมงสี่หูห้าตา

ตำนานของแมงสี่หูห้าตานั้น เป็นตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้วของจังหวัดเชียงราย ในส่วนนี้ เป็นตำนานของแมงสี่หูห้าตาตามฉบับที่ถูกต้องที่สุด ซึ่งเป็นตำนานฉบับวัดดอยเขาควายแก้วของจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเรื่องราวของ "อ้ายทุกคตะ" มีความว่า

ในอดีตกาล ประมาณ 1,000 กว่าปีมาแล้ว มีเมืองหนึ่งที่ชื่อ นครพันธุมติ มีพระเจ้าพันธุมติราชปกครองอย่างร่มเย็นเป็นสุข และพระเจ้าพันธุมติราชนั้นมีพระมเหสีเจ็ดพระองค์

🌇ในเมืองนี้ มีครอบครัวคนจนอยู่ มี 3 พ่อแม่ลูก ออกขอทานหาช้าวกินค่ำ ลูกคนนี้มีชื่อว่า "อ้ายทุกคตะ" เมื่อเขามีอายุ แค่เพียง 4 ขวบ แม่ก็มาด่วนจากเสียชีวิตไป การออกขอทานของอ้ายทุกคตะนั้น ก็มีทั้งชาวบ้านที่ใจดีที่ยอมให้ทานและชาวบ้านที่ไม่ชอบหน้าได้ขับไล่ไปก็มี เมื่ออ้ายทุกคตะมีอายุได้ 12 ปี พ่อก็ให้ลูกไปรับจ้างเลี้ยงวัวเลี้ยงควายของผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเมืองนี้ แต่ไม่กี่ปี พ่อก็มาป่วยหนัก คิดว่าจะไม่รอด

จึงอบรมและสั่งเสียให้อ้ายทุกคตะเป็นคนดีมีศิลธรรม เชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ เมื่อพ่อเสียชีวิต ให้ฝังศพไว้ที่ป่า จนกว่าหัวกะโหลกของพ่อจะหลุด แล้วนำมาไหว้สัการะบูชาที่บ้าน เมื่ออายุ 17 ปี ก็ให้ลากหัวขึ้นดอย ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ถ้าหัวติดตรงไหน ก็ให้ฝัง แล้วทำบ่วงแร้วดักจับสัตว์ตรงนั้น ถ้าสัตว์ตัวใดมาติดบ่วงแร้ว ให้จับมาเลี้ยงไว้

🕚หลังจากนั้นพ่อก็เสียชีวิตลง อ้ายทุกคตะทำตามคำสั่งเสียของพ่อทุกอย่าง จนกระทั่ง เมื่อมาดูศพของพอแล้ว หัวหลุด จึงทำตามคำสั่งเสียของพ่อ และเมื่อถึงเวลา อ้ายทุกคตะลากหัวพ่อจนไปติดที่หน้าถ้ำแห่งหนึ่ง จึงได้ทำบ่วงแร้วดักจับสัตว์ที่นั่น และหลังจากนั้น 2-3 วัน

🧔🏼เมื่ออ้ายทุกคตะมาดู ปรากฏว่า มีสัตว์ประหลาดมาติดบ่วงแร้ว ลักษณะตัวดำ ต่ำอ้วนเหมือนหมี ขนยาวสีดำ มีหู 4 หู และ มีตา 5 ตา จึงเป็นชื่อเรียกของ แมงสี่หูห้าตานั่นเอง

🧔🏽👉🦥อ้ายทุกคตะได้เห็นแมงสี่หูห้าตามาติดบ่วงแร้วนั้น ก็ไหว้ถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า สัตว์ประหลาดตัวนี้ ทำให้ตนเข้าใจว่า เป็นพ่อได้กลับมาเกิดเป็นแมงตัวประหลาดตัวนี้ หลังจากนั้น เขาก็นำแมงสี่หูห้าตาไปเลี้ยงที่บ้าน และล้อมคอกไว้โดยไม่ให้ใครเห็น เอาข้าวเอาน้ำให้มันกิน แต่มันก็ไม่ยอมกินอะไรที่เขาให้เลย และเขาก็ไม่มีเวลามาดูแลหรือให้ความสนใจกับแมงสี่หูห้าตามากนัก เพราะต้องเลี้ยงวัวเลี้ยงควายตามปกติ

❄️ในช่วงนั้นเป็นฤดูหนาว เมื่ออ้ายทุกคตะกลับมา ก็เอาไม้มาจุดไฟเพื่อก่อกองไฟ จนเป็นถ่าน และมีถ่านหนึ่งกระเด็นออกไปหาแมงสี่หูห้าตา ด้วยความหิวกระหาย มันจึงกินถ่านไฟแดงตรงนั้น อ้ายทุกคตะเกิดความแปลกใจ

🔥จึงก่อกองไฟและเขี่ยถ่านให้แมงสี่หุห้าตากินอย่างไม่ขาด วันต่อมา แมงสี่หูห้าตาได้ถ่ายมูลออกมาเป็นทองคำจำนวนมาก เมื่อคิดได้เช่นนั้น ในแต่ละวัน อ้ายทุกคตะจึงก่อกองไฟแล้วนำถ่านไฟแดงร้อน ๆ มาให้แมงสีหูห้าตากินอย่างไม่ขาด และมันก็ถ่ายมูลออกมาเป็นทองคำ ทุก ๆ วัน อ้ายทุกคะก็ขุดดินฝังทองคำจนเต็มไร่เต็มสวน

👉👸🏻ต่อมา ก็มีข่าวการเผยโฉมของ "พระนางสีมา" พระราชธิดาของพระเจ้าพันธุมติราช ซึ่งเป็นพระราชธิดาที่มีรูปโฉมสวยงาม จนเหล่าบรรดาเจ้าเมืองต่าง ๆ หลายร้อยเมือง มาขอเป็นมเหสี (ขอแต่งงาน)

🤴พระเจ้าพันธุมติราชจึงตัดสินใจว่า ถ้าต้องการพระนางสีมาเป็นมเหสี ให้สร้างรางรับน้ำฝนทองคำจากบ้านมายังปราสาท ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือเป็นไปได้ยาก แทบจะเป็นไปไม่ได้ จึงทำให้เรื่องนี้เงียบหายไป

🧔🏼แต่อ้ายทุกคตะก็ได้ทราบถึงเรื่องนี้ด้วย จึงไปจ้างช่างทำรางรับน้ำฝนไปสร้างด้วยทองคำ และสร้างจากบ้านมายังปราสาท

😁หลังจากนั้น ทำให้ชาวบ้านในเมืองได้เห็นสิ่งที่หน้าประหลาด นั้นคือ รางรินน้ำทองคำ ก่ายพาดตามทาง ยาวสุดลูกหูลูกตา เมื่อพระเจ้าพันธุมติราชทรงทราบ จึงให้เสนาอำมาตย์ ไปติดตาม

👉🧔🏽พบว่า รางน้ำนั้นมาจากบ้านของอ้ายทุกคตะ พระเจ้าพันธุมติราชจึงสั่งการให้ทำถนนเป็นอย่างดีไปจนถึงบ้านของอ้ายทุกคตะ

👸🏻❤️🧔🏽เมื่อได้ฤกษ์ยามที่ดี อ้ายทุกคตะจึงได้อภิเษกสมรสกับพระนางสีมา และจัดแต่งองค์ให้กับอ้ายทุกคตะ

หลังจากที่อ้ายทุกคตะได้อภิเษกสมรสมาเป็นบุตรเขยแล้ว พระเจ้าพันธุมติราชจึงถามเรื่องทองคำว่าได้มาจากไหน เขาก็ตอบว่าได้มาจากแมงสี่หูห้าตา พระราชาจึง สั่งให้ไปขุดทองที่บ้านในสวนจนหมด ใช้เวลา 7 วัน 7 คืนกว่าจะขุดได้หมด

🤴เพื่อเอาทองคำมาเป็นทรัพย์สมบัติ เมื่อถามถึงเรื่องตัวของแมงสี่หุห้าตาแล้ว จึงขอให้อ้ายทุกคตะไปเอาตัวมันมา แต่มันกลัวพระเจ้าพันธุมติราช จึงหลุดหนีออกไป พระราชาจึงสั่งให้เสนาอำมาตย์ไปตามจับมา ซึ่งหนีได้ 2 ครั้ง และครั้งที่ 3 จับได้จึงใส่กรง

🕚วันหนึ่ง เมื่อพระเจ้าพันธุมติราชต้องการจะสัมผัสตัวแมงสี่หูห้าตา เมื่อเปิดกรงออก มันจึงหนีออกจากกรง พระราชาจึงวิ่งตาม จนมาถึงหน้าถ้ำอีกที่หนึ่ง พระราชาคิดว่าแมงสี่หูห้าตาวิ่งหนีเข้าไปในถ้ำ จึงตามเข้าไป ทำให้ถ้ำเกิดดินถล่มปิดปากถ้ำ พระเจ้าพันธุมติราชจึงถูกขังอยุ่ในถ้ำ พวกเสนาอำมาตย์จึงหาไม่เจอ

🤴พระเจ้าพันธุมติราชที่ถูกขังอยู่ในถ้ำนั้น ก็ได้แต่โทษตัวเองว่า ด้วยความโลภเพราะอยากได้แมงสี่หุห้าตา จึงถูกกักขังไว้ในถ้ำแห่งนี้ และคาดว่าจะสวรรคต เมื่อถ้ำแตกออกเป็นรูเล็ก ๆ จึงเรียกพวกเสนาอำมาตย์ให้ไปตามพระมเหสีทั้ง 7 มา และสั่งให้ ทั้ง 7 คนพากันสละความอายด้วยการเปิดผ้าถุงให้เห็นสรีระและอวัยวะภายในของมเหสีทั้ง 7 ให้เห็นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนสวรรคต พระมเหสีของพระเจ้าพันธุมติราชต่างเกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมาด้วยความอาย ไม่กล้าเปิดผ้าถุง แต่แล้ว พระมเหสีเมียน้อยคนที่ 7 จึงตัดสละความอาย เปิดผ้าถุงให้ดู ทำให้เห็นอวัยวะเพศหญิง จึงเกิดสิ่งมหัศจรรย์ มีเสียงหัวเราะจากถ้ำทำให้ปากถ้ำเปิด

🤴 พระเจ้าพันธุมติราชหนีรอดออกมาได้ และสวมกอดพระมเหสีคนที่ 7 ว่าต่อไปนี้พี่จะรักเมียน้อยมากกว่าเมียหลวงต่อไป ด้วยเหตุการณ์นี้ ทำให้ผู้ชายหลงรักเมียน้อยมากกว่าเมียหลวงนั่นเอง

👉🏿👸🏻🤴🌇เมื่อทั้งหมดกลับเมือง ก็มีความสงบสุขเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่งพระเจ้าพันธุมติราชได้สละราชสมบัติให้กับอ้ายทุกคตะซึ่งเป็นบุตรเขยได้สืบราชวงค์ต่อไป และได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "พระยาธรรมมิกะราช" และมีการเฉลิมฉลองนับ 7 วัน 7 คืน มีพระสงฆ์มาเผยแพร่พระพุทธศาสนา แล้วนำพระบรมพุทธสารีริกธาตุนิ้วก้อยข้างซ้ายของพระพุทธเจ้ามาถวาย ในฐานะที่เป็นเจ้าเมือง พระยาธรรมมิกะราชจึง โปรดให้สร้างวัดวาอารามต่าง ๆ เพิ่มขึ้น และได้สร้างวัดดอยเขาควายแก้วโดยนำเอาพระบรมพุทธสารีริกธาตุนิ้วก้อยข้างซ้ายของพระพุทธเจ้าบรรจุใส่ไว้ในเจดีย์ของวัดดอยเขาควายแก้วอีกด้วย วัดนั้น สร้างตรงยอดดอยที่มีถ้ำที่แมงสี่หูห้าตามาติดบ่วงแร้วได้ที่นั่น และเป็นวัดพระธาตุดอยเขาควายเก้วของจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน

😁สนุกดีนะครับท่านใดอ่านจนจบบทความตำนานแมงสี่หูห้าตา..เรื่องนี้บ้าง..ตอนจบของตำนานเรื่องนี้ สอนคติให้รู้ว่ากิเลสตัณหาความโลภของมนุษย์มันมีไม่รู้จักสิ้นสุดได้ คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา ได้ไม่รู้จักพอ สุดท้ายไม่ได้อะไรเลย

อะไรคือ..แมงสี่หูห้าตา สัตว์ประหลาดลึกลับในตำนาน ของวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

👉🏿อะไรคือ..แมงสี่หูห้าตา สัตว์ประหลาดลึกลับในตำนาน ของวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

ตำนานย่อมมีข้อมูลอ้างอิงถึงที่มาที่ไปแมงสี่หูห้าตาสัตว์ประหลาดลึกลับ
รูปร่างแปลกประหลาด ดูแล้วน่ากลัวน่าเกรงขามตัวนี้มันเป็นอะไรกันแน่และมันมีตำนานเล่าขานว่าอย่างไร

👉🏿แมงสี่หูห้าตา เป็นชื่อสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งในตำนานว่าด้วยวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มีลักษณะเหมือนหมีสีดำตัวอ้วน มีหูสองคู่และตาห้าดวง รับประทานถ่านไฟร้อนเป็นอาหาร และถ่ายมูลเป็นทองคำ

เตาเผาถ่านและเครื่องบูชาอื่น ๆ ถวายแมงสี่หูห้าตาที่วัดพระธาตุดอยเขาควาย จังหวัดเชียงราย

ภาพวาดแมงสี่หูห้าตาตามตำนวนวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว จังหวัดเชียงราย โดย พระครูบาสนอง สุมะโน เมื่อปี พ.ศ. 2528

ตำนานของแมงสี่หูห้าตานั้นเกี่ยวข้องกับการสร้างวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้วของจังหวัดเชียงราย และเชื่อกันว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ชายหลงรักอนุภรรยามากกว่าเอกภรรยาด้วย

🦌ความหมายของแมงสี่หูห้าตา

ตามตำนานแมงสี่หูห้าตาฉบับครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนาอธิบายว่า จำนวนสี่หูและห้าตานั้นแสดงถึงหลักธรรมทางพุทธศาสนาคือ พรหมวิหาร 4 และศีล 5 ตามลำดับ เป็นการให้คติแก่พุทธศาสนิกให้พึงรักษาและปฏิบัติหลักธรรมดังกล่าว

ลักษณะของแมงสี่หูห้าตา

ตามตำนานของวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว จังหวัดเชียงรายเชื่อกันว่า แมงสี่หูห้าตามีลักษณะตัวอ้วนและเตี้ย มีกายภาพอย่างหมี และมีขนยาวสีดำปกคลุมร่างกาย นอกจากนี้ยังมีหูสองคู่และมีตาห้าดวง โดยที่ดวงตาของแมงสี่หูห้าตาเป็นสีเขียว รับประทานถ่านไฟร้อนเป็นอาหาร และมูลของแมงสี่หูห้าตานี้เป็นทองคำ อย่างไรก็ดี มิได้ปรากฏว่ามีอุปนิสัยดุร้ายหรืออย่างอื่นใด มีรูปปั้นของสัตว์นี้ปรากฏที่วัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย 

🦥อีกความเชื่อหนึ่ง เช่น ตามตำนานแมงสี่หูห้าตาที่ครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนาแห่งจังหวัดลำพูนเขียนขึ้น ว่าลักษณะของแมงสี่หูห้าตาไว้อีกแบบหนึ่ง โดยมีลักษณะคล้ายลิง และเรียก "พญาวานรสี่หูห้าตา" กับทั้งยังได้เชื่อมโยงสัตว์นี้เข้ากับหลักธรรมทางพุทธศาสนาด้วย โดยว่าจำนวนสี่หูและห้าตานั้นที่แสดงถึงหลักธรรมพรหมวิหาร 4 และศีล 5 มีรูปปั้นของพญาวานรนี้ในจังหวัดลำพูน และเป็นความเชื่อที่แพร่หลายในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีรูปวัตถุมงคลที่ผลิตขึ้นโดย พระโต ฐิตวิริโย 

รูปปั้นแมงสี่หูห้าตาบนวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว จังหวัดเชียงราย

รูปปั้นแมงสี่หูห้าตาบนวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว จังหวัดเชียงราย ที่ปั้นขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2551

รูปปั้นแมงสี่หูห้าตาบนวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว จังหวัดเชียงราย ที่ปั้นขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2551

รูปปั้นแมงสี่หูห้าตาตามตำนานของหลวงปู่ครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา อยู่ที่จังหวัดลำพูน

รูปวัตถุมงคลแมงสี่หูห้าตา ผลิตโดยพระโต ฐิตวิริโย แห่งจังหวัดเชียงใหม่

รูปวัตถุมงคลแมงสี่หูห้าตา ตามแบบวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว จังหวัดเชียงราย - ท่านั่ง

รูปวัตถุมงคลแมงสี่หูห้าตา ตามแบบวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว จังหวัดเชียงราย - ท่ากินถ่านไฟแดง



ทำไมเขาถึงเรียกแมงสี่หูห้าตาก็ไม่รู้นะครับหรือว่าเรียกตามลักษณะ...แต่มันไม่น่าใช่แมงจริงๆมันน่าอาจจะเป็นตัวอะไรบางอย่างเช่นหมูหมาแมวจะเรียกเพี้ยนๆกลายเป็นแมงไปซะ

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565

บาตูตุต หรือ คนป่าลึกลับมีลักษณะคล้ายลิงผสมกับมนุษย์ แต่มีขนดกปกคลุมทั้งลำตัว ไม่มีหางส่งเสียงร้องว่า "วู้ ๆ ๆ ๆ ๆ" เพื่อสื่อสารกัน

🦧บาตูตุต หรือ คนป่าลึกลับมีลักษณะคล้ายลิงผสมกับมนุษย์ แต่มีขนดกปกคลุมทั้งลำตัว ไม่มีหางส่งเสียงร้องว่า "วู้ ๆ ๆ ๆ ๆ" เพื่อสื่อสารกัน

🦍บทความนี้ก็จะนำเสนอเรื่องสัตว์ลึกลับๆอีกชนิดหนึ่งที่พบเห็นที่เวียดนามที่มีชื่อว่า
บาตูตุต เป็นไปได้ไหมครับว่าสัตว์ประหลาดบาตูตุตสัตว์ประหลาดลึกลับพวกนี้จะมีเชื้อสายพันธุ์เดียวคล้ายๆกันกับที่เห็นพบเจอในหลายๆประเทศเช่นมาเลเซีย ไทย อินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ ที่มักพบในป่าลึก

🐒ที่นำเสนอนี่เพียงแต่อยากจะรวบรวมสัตว์ประหลาด...ลิงที่คล้ายคนที่มีคนพบเห็น ในหลากหลายประเทศ และในสถานที่ต่าง...เท่านั้นเอง จะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาคประเทศ และผู้ที่พบเห็น...เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่านะครับ

🦍บาตูตุต (อังกฤษ: Batutut) หรือ คนป่า (เวียดนาม: Người Rừng; อังกฤษ: Forest Man)

เป็นชื่อเรียกสิ่งมีชีวิตลึกลับชนิดหนึ่ง ที่พบในประเทศเวียดนาม มีลักษณะคล้ายกับมนุษย์ แต่มีขนดกปกคลุมทั้งลำตัว ไม่มีหาง คล้ายกับเอปหรือลิงใหญ่ เหมือนกับกรณีบิ๊กฟุต หรือแซสแควตช์ ที่พบในอเมริกาเหนือ, โอรังเป็นเดะก์ ที่พบในอินโดนีเซีย หรือยาวี ที่ออสเตรเลีย

บาตูตุตเริ่มเป็นที่รู้จักของโลกตะวันตกจากทหารผ่านศึกชาวอเมริกัน ที่รบในสงครามเวียดนามที่กินระยะเวลายาวนานกว่า 21 ปี และยุติลงเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว โดยบอกว่า เป็นสัตว์ที่คล้ายกับมนุษย์ อาศัยอยู่ตามภูเขาสูง และจะทำร้ายผู้ที่พบเห็นด้วยการทุ่มหินเข้าใส่ จึงเรียกชื่อมันว่า "วานรหิน" (Rock Ape)

😁เรื่องราวของบาตูตุตเป็นที่เล่าขานกันรุ่นต่อรุ่นของชาวพื้นเมืองเวียดนาม โดยเล่าว่า หากถูกมันจับไปแล้ว จะถูกกินเป็นอาหาร บาตูตุตมีความสูงราว 5–7 ฟุต ซึ่งนับว่าเตี้ยกว่าบิ๊กฟุตมาก แต่มีลักษณะที่เหมือนกัน คือ มีขนดกปกคลุมทั้งลำตัวสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีดิน แขนยาวเกินหัวเข่า ลำตัวเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ แต่รูปร่างไม่อ้วน ไม่ลงพุง

🥴มีรายงานการพบเห็นบาตูตุตทั่วทั้งเวียดนาม ทั้งนี้มีการศึกษาในทางวิชาการอย่างจริงจัง โดยเจิ่น ห่ง เหวียต นักวิชาการชาวเวียดนาม ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977

โดยทางรัฐบาลเวียดนามออกทุนให้ เจิ่น ห่ง เหวียต เชื่อว่าพื้นที่ที่น่าจะพบบาตูตุตมากที่สุด คือ บริเวณป่าดิบทึบในตอนกลางของเวียดนามที่ติดกับชายแดนลาว แถบอุทยานแห่งชาติฟ็องญา-แก๋บ่าง โดยเฉพาะบนที่ราบสูง 

👉🏿ซึ่งป่าบริเวณนี้ในรอบ 20 กว่าปีที่ผ่านมา ได้ค้นพบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่ไม่เป็นที่รู้จักของโลกมาแล้วหลายชนิด เช่น ซาวลา จึงเชื่อว่าอาจเป็นไปได้ว่าเป็นที่ที่อยู่อาศัยของบาตูตุต อีกทั้งในปี ค.ศ. 1982 รัฐบาลเวียดนามยังได้กำหนดให้เขตป่าบริเวณตอนกลางของประเทศพื้นที่กว่า 100 ตารางไมล์ เป็นเขตสงวนบาตูตุตด้วย

👉🏿นอกจากนี้แล้ว เจิ่น ห่ง เหวียต ยังได้เก็บตัวอย่างรอยเท้าของบาตูตุตได้ด้วย เป็นรอยเท้าที่มีความสมบูรณ์มาก โดยรอยเท้านี้มีความยาวกว่า 1 ฟุต ซึ่งใหญ่กว่าเท้ามนุษย์ทั่วไป และจะขยายออกบริเวณตอนกลางของเท้า

😁ผู้ที่เคยเห็นพบบาตูตุต รวมทั้งผู้ที่รู้เรื่องของมัน ต่างบอกกล่าวว่า มันส่งเสียงร้องว่า "วู้ ๆ ๆ ๆ ๆ" ด้วยเสียงสั้น ๆ เหมือนการสื่อสารกัน นอกจากนี้แล้วยังมีผู้อ้างว่าเคยพบเห็นบาตูตุต 2 ตัว ส่งเสียงเหมือนพูดคุยกันด้วย ซึ่งไม่ใช่ภาษามนุษย์ รวมถึงมีพยาน 3 คน พบเห็นบาตูตุตในระยะใกล้ที่วิ่งสวนผ่านพวกเขาไปด้วย โดยบอกว่า มันวิ่งด้วยความเร็วที่ไม่อาจตามทันได้ และบางคนก็พบเห็นรอยเท้าคล้ายมนุษย์ แต่มีขนาดใหญ่กว่าในถ้ำ สร้างความกลัวให้แก่เขามาก เชื่อว่าเป็นรอยเท้าของบาตูตุต

👉🏿เท่าที่อ่านจนจบบทความนี้ จากการตั้งสมมติฐานเอาเองว่าน่าจะเป็นไปได้ว่าตัวสัตว์ประหลาดลึกลับ บาตูตุต พบ ที่ป่าลึก
ชายแดนเวียดนามลาวอาจจะเป็นมนุษย์โบราณหรือคนป่าที่ยังไม่สามารถสำรวจถึงก็เป็นได้นะครับ

👉🏿แต่อย่างไรก็ตามมันก็เป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมาถึงแม้ว่ารัฐบาลเวียดนามรัฐบาลเวียดนามออกทุนให้ เจิ่น ห่ง เหวียตสนับสนุน ในวิจัยการศึกษา Batututคนป่าลึกลับ ในทางวิชาการอย่างจริงจัง ก็ตาม ...ก็ยังดีนะครับที่เวียดนามยังพบให้ได้ศึกษาอย่างจริงจังได้บ้าง

โอรังมาวัซ สัตว์ประหลาดลึกลับชนิดหนึ่งขนดกคล้ายเอปผสมมนุษย์พบเห็นในป่าลึกของรัฐยะโฮร์ มีความเชื่อว่าพูดภาษามนุษย์ได้

🦍โอรังมาวัซ สัตว์ประหลาดลึกลับชนิดหนึ่งขนดกคล้ายเอปผสมมนุษย์พบเห็นในป่าลึกของรัฐยะโฮร์ มีความเชื่อว่าพูดภาษามนุษย์ได้

🐸โลกนี้ยังมีสิ่งที่แปลกประหลาดลึกลับอีกมากมายที่มนุษย์ยังไม่สามารถค้นหาค้นพบได้แม้แต่ในป่าลึก หรือ ใต้ดิน ใต้ทะเลที่ลึกลับซับซ้อน...ตัวอย่างที่จะยกมานี้เป็นสัตว์ป่าชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า โอรังมาวัซ หรือ  โอรังดาลัม มีผู้ที่พบเห็นบอกลักษณะว่ามันคล้ายมนุษย์ผสมกับเอปก็คือลิงชนิดหนึ่ง(ลิงไม่มีหาง)นั่นแหละที่มีลักษณะคล้ายคนเรา

🐒มีผู้พบเห็นสัตว์ประหลาด ลิงเอปผสมคนในหลายๆประเทศ หลายๆสถานที่ เรียกชื่อที่แตกต่างกันไป ส่วนมาก จะอยู่ในป่าลึก..ในขณะที่พบก็คือรูปร่างที่มีลักษณะ การเดินคล้ายคน ตาหูเหลือก ขนดก มีมือ มีเท้า มีฟัน มีอวัยวะเพศเหมือนคน..เป็นที่น่าแปลกประหลาดมาก

🦧โอรังมาวัซ หรือ มาวัซ (มลายู: Orang Mawas, Mawas) หรือในอีกชื่อหนึ่งว่า โอรังดาลัม (Orang Dalam) เป็นสัตว์ประหลาดขนดกคล้ายเอปผสมมนุษย์ซึ่งมีผู้อ้างว่าพบเห็นในป่าลึกของรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย คล้ายคลึงกับบิ๊กฟุตหรือแซสแควตช์ในทวีปอเมริกาเหนือ, เยติหรือมนุษย์หิมะในเทือกเขาหิมาลัย หรือโอรัง เปนเดะก์บนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ภูมิภาคอาเซียนเช่นเดียวกัน

🐒กล่าวกันว่า โอรังมาวัซมีความสูงถึง 3 เมตร (ประมาณ 10 ฟุต) ตีนมีขนาดใหญ่และมีขนดกสีดำ มีรายงานว่าจับปลาและขโมยผลไม้กินเป็นอาหาร

🐒ชาวโอรังอัซลีหรือซาไก (ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของภูมิภาคแถบนี้) เรียกโอรังมาวัซว่า "ฮันตูจารังกีกี" (hantu jarang gigi) ซึ่งแปลว่า "ผีฟันเขี้ยว" บันทึกของโอรังมาวัซ

🌀ย้อนหลังไปไกลถึงปี ค.ศ. 1871 บ้างเชื่อกันว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่จำพวกมนุษย์วานรที่สูญพันธุ์ไปแล้วในยุคก่อนประวัติศาสตร์ คือ ไจแกนโลพิเทคัส ที่ยังหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็มีผู้พบเห็นหลายคน แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันเพียงพอ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเป็นหมีหมาหรือหมีคน

👉🏿นอกจากนั้นแล้วยังมีรายงานของสิ่งมีชีวิตที่คล้ายคลึงกันที่ฟิลิปปินส์ด้วย รวมถึงในประเทศไทย ในป่าลึกทางตอนใต้ของประเทศ ก็มีคำบอกเล่าของพรานป่าหรือผู้ที่เดินป่าหลายวันถึงสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มีขนดกเหมือนลิง แต่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ โดยเรียกว่า บุดนาก

บนเกาะสุมาตรา คำว่า "มาวัซ" (mawas) หรือ "มายัซ" (maias) เป็นชื่อสามัญสำหรับใช้เรียกลิงอุรังอุตัง

🙄รายงานเกี่ยวกับโอรังมาวัซปรากฏถี่ขึ้นในคริสต์ทศวรรษ 1950 จนถึง ค.ศ. 1995 ในรัฐยะโฮร์มีรอยเท้าขนาดใหญ่พร้อมด้วยนิ้วเท้าสี่นิ้ว ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2005 มีพยานหลายรายที่เป็นคนงานก่อสร้างขณะกำลังล้างบ่อน้ำอยู่ พบเห็นครอบครัวโอรังมาวัซ ประกอบด้วยตัวขนาดโตเต็มที่ 2 ตัว และตัวที่ยังเล็กอยู่ เดินอยู่ใกล้แม่น้ำกินจิน ต่อมาได้พบรอยเท้าขนาดใหญ่มีความยาว 18 นิ้ว (46 เซนติเมตร) รอยเท้ารอยนี้ถูกเรียกว่าเป็นรอยเท้าของมาวัซ และได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ของมาเลเซีย

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2006 เจ้าหน้าที่ในรัฐยะโฮร์ได้ประกาศถึงการมีอยู่จริงของโอรังมาวัซ และประกาศได้มีการล่าได้ โดยถือว่าเป็นสัตว์ลึกลับ ซึ่งคำประกาศได้ถูกนำเสนอลงในเว็บไซต์เกี่ยวกับสัตว์ประหลาด และมีรายงานว่า โอรังมาวัซถูกจับได้ในวันที่ 19 เมษายน ปีเดียวกัน แต่ต่อมา ทางการของรัฐได้ปฏิเสธเรื่องดังกล่าวทั้งหมด

😁ในต้นปี ค.ศ. 2017 ภาพยนตร์เรื่อง Mawas นำแสดงโดยมิเชล โหย่ว ออกฉาย เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโอรังมาวัซ และถือเป็นภาพยนตร์สัตว์ประหลาดเรื่องแรกของมาเลเซีย

👉🏿สาระข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เอป คือ ลิงที่ไม่มีหาง

เอป คือ ลิงที่ไม่มีหาง มีแขนที่ยาวกว่าลิงในวงศ์อื่น ๆ มีนิ้วที่ใช้ในการหยิบจับและใช้ประโยชน์คล้ายคลึงกับมนุษย์มากกว่าสัตว์ในอันดับลิงใด ๆ สามารถเดินตัวตรงได้ สันนิษฐานว่าเอปนั้นวิวัฒนาการมาจากลิงโลกเก่า

เอปในปัจจุบันมีเพียง 4 จำพวกเท่านั้น พบในทวีปแอฟริกา และเอเชียแถบเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ชิมแปนซี กอริลลา อุรังอุตัง และชะนี

จากการศึกษาสารพันธุกรรมพบว่า กอริลลาและชิมแปนซีมีความใกล้ชิดทางสายวิวัฒนาการกับมนุษย์มากกว่าเอปที่พบในทวีปเอเชีย ซึ่งได้แก่ ชะนีและอุรังอุตัง ซึ่งมีจำนวนโครโมโซม 48 อัน ในขณะที่มนุษย์มี 46 อัน โดยเฉพาะชิมแปนซีนั้น มีหมู่โลหิตแบ่งได้เป็น A, B, O เช่นเดียวกับมนุษย์

และจากหลักฐานทางชีววิทยาระดับโมเลกุลพบว่าดีเอ็นเอของมนุษย์มีความคล้ายกันกับชิมแปนซีถึงร้อยละ 98.4 นอกจากนี้แล้วจากหลักฐานดังกล่าวยังทำให้สันนิษฐานได้ว่าบรรพบุรุษของมนุษย์ วิวัฒนาการแยกจากลิงไม่มีหางเมื่อประมาณ 7.5-4 ล้านปีที่ผ่านมา ซึ่งลิงไม่มีหางจัดได้ว่าเป็นสัตว์ที่มีความเฉลียวฉลาดมากกว่าสัตว์จำพวกใด ๆ ในโลก

😁เป็นอย่างไรบ้างครับอ่านจนจบ..บทความแล้วคุณคิดว่าสัตว์ประหลาดลึกลับแบบนี้น่าจะมีจริงหรือเปล่า...ครับ

เป็นไปได้ว่าตำนานหรือการพบเห็นต่างๆอาจจะมีส่วนของความเป็นจริงบ้างพอสมควร เพราะว่าหลักฐานข้อมูลของผู้พบเห็นน่าจะมีมากกว่า

แต่ก็อย่างว่าล่ะครับก็ยังไม่สามารถระบุหรือหลักฐานว่ามีจริงเพราะยังไม่สามารถจะจับตัวสัตว์ประหลาดลิงผสมคน ตัวนี้หรือตัวเป็นๆได้ ....หรืออาจไม่แน่ว่าเขาจับตัวสัตว์ประหลาดลึกลับชนิดนี้ได้แล้วแต่เขาปิดข่าวก็อาจจะเป็นได้นะครับ

 

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563

De Loy’s Apeสัตว์สุดแปลกแห่งอเมริกาใต้

ตัวอะไรเนี่ย? ‘De Loy’s Ape’ สัตว์สุดแปลกแห่งอเมริกาใต้ กับความลึกลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามันคืออะไรกันแน่
ค้นหา
Custom Search
ใน ค.ศ. 1917 – 1920 François de Loys นักสำรวจชาวสวิสได้นำทีมนักสำรวจออกเดินทางไปยังอเมริกาใต้ เพื่อค้นหาแหล่งน้ำมันใหม่ในดินแดนแห่งนี้ ทว่าการสำรวจกับล้มเหลวเพราะทีมนักสำรวจต้องเผชิญกับโรคระบาด และการปะทะกับชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทีมนักสำรวจที่เดินทางไปทั้งหมด 20 คน เหลือรอดชีวิตเพียง 4 คนเท่านั้น รวมถึงตัว François de Loys หัวหน้าคณะสำรวจด้วย และในระหว่างที่ทีมสำรวจกำลังตั้งแคมป์ใกล้กับแม่น้ำ Tarra ของประเทศโคลอมเบีย 

พวกเขาก็ได้พบกับสัตว์ที่มีรูปร่างประหลาด 2 ตัว กำลังมุ่งหน้ามาหาพวกเขาด้วยท่าที่ที่ค่อนข้างดุร้าย ด้วยความกลัวและเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยทีมนักสำรวจจึงใช้อาวุธปืนระดมยิงใส่สัตว์ประหลาดทั้ง 2 ตัว

โดยทีมนักสำรวจสามารถจัดการสัตว์ประหลาดได้หนึ่งตัว ส่วนอีกตัวสามารถหลบหนีไปได้ ในตอนแรกทีมนักสำรวจคิดว่าสัตว์ประหลาดนี้อาจเป็นหมีป่า หรือไม่ก็อาจจะเป็นลิง แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดกลับพบว่ามันไม่ใช้ทั้งหมีและลิง แต่เป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ได้ อย่างไรก็ดี

ทีมนักสำรวจระบุว่า สัตว์ประหลาดตัวนี้มีลักษณะที่ค่อนข้างคล้ายกับ “ลิงแมงมุม” แต่สิ่งที่ทำให้นักสำรวจไม่เชื่อว่ามันคือลิงแมงมุมก็เพราะมันมีขนาดความสูงที่ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับลิงแมงมุมและลิงสายพันธุ์อื่นๆ เพราะสัตว์ประหลาดที่ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ได้นี้มีความสูงมากถึง 1.6 เมตร อีกทั้งมันยังไม่มีหาง และมีฟันทั้งหมด 32 ซี่ 

👉ซึ่งลิงสายพันธุ์ส่วนใหญ่จะมีฟัน 36 ซี่ จึงค่อนข้างแน่นอนว่ามันไม่ใช่ลิงแต่เป็นสัตว์ประหลาด หรือสัตว์สายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน

แม้จะเป็นการค้นพบที่ค่อนข้างน่าตื่นเต้นแต่ทีมนักสำรวจกลับไม่ให้ความสำคัญกับการค้นพบมากนัก พวกเขานำร่างที่ไร้วิญญาณของมันมาจัดท่าทางเพื่อถ่ายรูปบนกล่องไม้กล่องหนึ่ง ก่อนที่จะทิ้งร่างที่ไร้วิญญาณของสัตว์ที่ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ได้เอาไว้ตรงนั้น 

โดยที่ไม่มีการเก็บหลักฐานใดๆ กลับมา นอกเสียจากภาพถ่ายเพียงภาพเดียว ซึ่งในเวลาต่อมาภาพถ่ายนี้ได้กลายเป็นภาพถ่ายที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก หลายคนเชื่อว่ามันอาจจะเป็นลิงสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน
แต่ในบางกลุ่มกลับเชื่อว่าสัตว์ที่ไม่สามารถระบุสายพันธุ์นี้ไม่ใช่ลิงสายพันธุ์ใหม่ หรือสัตว์ประหลาดอะไรทั้งสิ้น แต่เป็นลิงธรรมดาที่พบได้ทั่วไปในป่า 

👉ซึ่งทีมสำรวจของ François de Loys จัดฉากถ่ายรูปและอ้างว่าเป็นสัตว์ประหลาดเท่านั้นเอง ถึงแม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปว่าสัตว์ประหลาดดังกล่าวคือตัวอะไรกันแน่ แต่ในเวลาต่อมาสัตว์ที่ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ได้ตัวนี้ก็มีชื่อที่ใช้เรียกขานกันว่า “Dey Loy’s Ape” หรือวานรของ De Loy ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกตั้งตามชื่อของหัวหน้าทีมสำรวจ François de Loys นั่นเอง..

เรียบเรียง : S

รายการบล็อกของฉัน

 hellomanman  happy-topay  invite-buying
 men-women-apparel diarylovemanman news-the-world
 homemanman alovemanman
 menmen-love
 ghost-in-manman  U.F.O.manman fishmanman
foodmanman  flowermanman herbs-in-manman
devilmanman herbs-in-manman manman clip