บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สยอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สยอง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

เหตุการณ์สยองขวัญวินาทีเข้าช่วยเหลือชายที่ติดอยู่ในเรือ ที่จมอยู่ใต้น้ำลึก 30 เมตร นาน 60 ชั่วโมง


เหตุการสยองขวัญภาพที่ทุกคนกำลังดูอยู่นี้ก็คือ วินาทีเข้าช่วยเหลือชายที่ติดอยู่ในเรือ ที่จมอยู่ใต้น้ำลึก 30 เมตร นาน 60 ชั่วโมง 

เขาคือ "แฮริสัน โอเคเน่" (Harrison Okene) เป็นพ่อครัวชาวไนจีเรีย ที่รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ หลังจากเรือลากจูงล่มและจมลงสู่ก้นทะเล โดยเขาติดอยู่ใต้น้ำลึก 30 เมตรนานถึง 60 ชั่วโมง 

เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวดังทั่วโลก เนื่องจากเป็นหนึ่งในเรื่องราวการรอดชีวิตใต้น้ำที่เหลือเชื่อที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ วันที่ 26 พฤษภาคม 2013 

ได้เกิดเหตุเรือลากจูง "Jascon-4" ซึ่งเป็นเรือช่วยลากจูงและสนับสนุนแท่นขุดเจาะน้ำมัน ของบริษัท "West African Ventures" ได้ถูกพายุทะเลรุนแรง ทำให้เรือพลิกคว่ำและจมลงอย่างรวดเร็ว "แฮริสัน โอเคเน่" ซึ่งเป็นพ่อครัวบนเรือ ขณะนั้นเขาอยู่ในห้องน้ำ 

เขาถูกดูดลงไปพร้อมกับเรือที่จมสู่ก้นทะเลที่ความลึกประมาณ 30 เมตร เรือพลิกคว่ำและจมลงในแนวนอน แต่บางห้องในเรือกลับเกิดช่องอากาศ (Air Pocket) 

ซึ่งตรงจุดที่เกิดช่องอากาศก็คือจุดที่ "โอเคเน่" อยู่พอดี โอเคเน่ติดอยู่ในช่องอากาศขนาดเล็กซึ่งมีอากาศหายใจจำกัด และอุณหภูมิของน้ำเย็นจัดประมาณ 29 องศาเซลเซียส เขาไม่มีอาหารและน้ำดื่ม 

ต้องดื่มน้ำทะเลที่ปนเปื้อนน้ำมันเป็นครั้งคราวเพื่อประทังชีวิต ในความมืดมิดและเงียบสงบ

 โอเคเน่ได้ยินเสียงปลากินซากศพเพื่อนร่วมงาน ซึ่งทำให้เขาหวาดกลัวและรู้สึกสิ้นหวัง

 เขาสวดมนต์และภาวนาตลอดเวลา เพื่อขอปาฏิหาริย์ในการรอดชีวิต หลังจากเหตุการณ์ผ่านไป 60 ชั่วโมง ทีมนักประดาน้ำกู้ภัยจากบริษัท DCN Diving ได้ลงมาตรวจสอบซากเรือใต้น้ำ 

เพื่อกู้ศพผู้เสียชีวิต ขณะที่นักประดาน้ำกำลังค้นหาศพ ก็พบมือของโอเคเน่ที่เอื้อมออกมาจับนักประดาน้ำ ซึ่งทำให้พวกเขาตกใจและไม่เชื่อสายตา เพราะไม่คิดว่าจะมีใครรอดชีวิตอยู่ได้

 นักประดาน้ำถ่ายวิดีโอเหตุการณ์นี้ไว้ ซึ่งเผยแพร่ในภายหลังและกลายเป็นไวรัลทั่วโลก ทีมกู้ภัยได้นำอุปกรณ์ดำน้ำมาให้ออกซิเจน และค่อยๆ นำโอเคเน่ขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันภาวะ Decompression Sickness

 ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ "โอเคเน่" เป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากลูกเรือ 12 คน เขารู้สึกเศร้าเสียใจและหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ขอบคุณที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ หลังจากนั้นโอเคเน่ไม่กล้าลงน้ำทะเลอีกเลย เพราะยังมีความกลัวและฝันร้ายจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567

เด็กสาวในชุดนอนเปื้อนเลือดตำนานการฆ่าตัวตายหมู่



เด็กสาวในชุดนอนเปื้อนเลือด’ ตำนานการฆ่าตัวตายหมู่จนกลายเป็นวิญญาณเฮี้ยนที่สร้างความสะพรึงให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน


เป็นเรื่องปกติแทบจะทุกเมืองในมุมโลกที่จะต้องเรื่องราวลึกลับที่ถูกกล่าวขานจนกลายเป็นตำนานของเมืองไว้คอยเล่าให้แก่ผู้มาเยือนฟัง เพื่อเป็นอรรถรสในการสนทนา วันนี้เราจะพาไปหลอนกับเรื่องราวที่ถือว่าน่าสะพรึงกลัวที่สุดเรื่องหนึ่งของบรรดาตำนานเมืองที่คุณเคยได้ยินมา เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น เลื่อนลงไปชมพร้อมๆ กัน

ที่เมือง Mechanicsville แห่งรัฐเวอร์จิเนีย มีเรื่องที่เล่าขานกันมาเป็นเวลากว่า 50 ปี ครอบครัวหนึ่งที่มาสร้างบ้านอยู่ถนนที่มีชื่อว่า Studley Road โดยครอบครัวนี้ประกอบไปด้วยพ่อแม่และเด็กหญิงวัยประมาณ 8 ปี ทั้งสามคนอาศัยกันตามอัตภาพ ผู้เป็นพ่อนั้นทำงานในโรงงานไม้ของชุมชน ซึ่งรายได้นั้นสามารถที่จะอยู่กันอย่างไม่เดือดร้อนถ้าไม่นำเงินไปทำอย่างอื่น



ผู้เป็นพ่อนั้นจะเรียกได้ว่าทำหน้าที่ได้ไม่บกพร่องก็คงพูดไม่เต็มปาก ในเวลาปกตินั้นเขาจะดูเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างรับผิดชอบงาน รักครอบครัวแต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เหล้าเข้าปากแล้วดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนในทันที ทั้งเมาแล้วอาละวาดและที่หนักไปกว่านั้นก็คือการใช้กำลังกับลูกและเมีย

เรื่องราวนั้นมาถึงขั้นเลวร้ายสุดๆ เมื่อผู้เป็นพ่อนั้นดื่มจัดและถูกลดเวลาทำงานทำให้รายได้ที่เคยพอมีพอกินนั้นกลายเป็นขัดสน นั่นก็ยิ่งทำให้ผู้เป็นพ่อดื่มหนักมากขึ้นจนถูกให้ออกจากงานหนำซ้ำพอไปสมัครที่ไหนก็ไม่มีคนรับเพราะชื่อเสียงในเรื่องดื่มหนักของเขา ในที่สุดฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดลงในคืนหนึ่ง

หลังจากที่ผู้เป็นพ่อซัดเหล้าเข้าไปจนเมาได้ที่และเริ่มอาละวาด การอาละวาดครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อนๆ เพราะมันจบลงตรงที่เขาจ่อปืนลูกซองไปที่ศีรษะของผู้เป็นเมียและลั่นไกจากนั้นก็หันมาทางลูกสาวและยิงออกไป สุดท้ายก็จ่อคางเข้าที่ปลายกระบอกและลั่นไกจบชีวิตตัวเอง เรื่องราวที่เป็นตำนานเริ่มตรงที่ลูกสาววัย 8 ขวบ ยังไม่ตายเธอกระเสือกกระสนลุกขึ้นมาและออกเดินไปยังบ้านคนที่อยู่ใกล้ที่สุดในสภาพเลือดท่วมตัวและขากรรไกรของเธอหลุดออกไปจนลิ้นของเธอห้อยมาแปะอยู่ที่ลำคอ
เด็กหญิงเดินไปตามถนน Studley Road เพื่อหาใครก็ได้ที่เดินผ่าน แต่ทว่าคงเป็นโชคร้ายของเธอ ไม่นานนักเธอก็ล้มลงขาดใจตายด้วยอาการเสียเลือดห่างจากบ้านเธอกว่า 1 กม. 

เรื่องราวนี้กลายเป็นที่โจษจันในเมืองเป็นอย่างมากเพราะถือว่าเป็นเรื่องที่สุดแสนจะสะเทือนขวัญ แต่ทว่าเรื่องราวนั้นยังไม่จบ เมื่อไม่กี่วันต่อมาบรรดาผู้ที่ขับรถผ่านในยามค่ำคืนจะได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้ลอยมาตามลม และเห็นเงาของเด็กผู้หญิงเดินโซซัดโซเซอยู่บนถนน หากผู้ใดจอดเพื่อที่จะดูให้แน่ใจ เงานั้นก็จะหายไปและจะปรากฏร่างของเด็กผู้หญิงในชุดนอนเปื้อนเลือดและที่บริเวณขากรรไกรล่างนั้นหลุดหายไปอย่างน่าสยองขวางรถอยู่


ปัจจุบันก็ยังมีผู้ที่อ้างว่าได้พบกับวิญญาณของเด็กหญิงอยู่บ้างประปราย แม้บริเวณถนน Studley Road จะมีชุมชนบ้านเรือนตั้งอยู่หนาแน่นกว่าเมื่อก่อน ดูเหมือนว่าวิญญาณของเธอจะยังคงพยายามหาคนช่วยเธอไม่รู้จบ

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565

ตำนานสยองขวัญโรงนาหลังที่เจ็ด


ตำนานสยอง โรงนาหลังที่เจ็ด
หนึ่งในตำนานเรื่องหลอนๆ

 
ที่อยู่คู่รัฐโอไฮโอ,สหรัฐอเมริกา มานานก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของโรงนาที่เจ็ด ซึ่งชาวโอไฮโอรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะมันมีพื้นฐานที่อ้างอิงมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วและมีคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์สามารถยืนยันได้

ตำนานของเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นในฟาร์มแห่งหนึ่ง ในรัฐโอไฮโอ ฟาร์มแห่งนี้เป็นของเศรษฐีหนุ่มที่ร่ำรวยมากที่สุดในย่านนี้ เขามีฐานะที่ดี 

จนสามารถกว้านซื้อที่ดินอันกว้างใหญ่เพื่อสร้างรากฐานให้กับตนเองและครอบครัวได้ เมื่อมีที่ดินอันกว้างขางแล้ว เขาจัดการสร้างโรงนาเพื่อเอาไว้เป็นที่เก็บผลผลิตทางการเกษตรในส่วนต่างๆ ของที่ดินถึง 6 หลัง ซึ่งว่ากันว่าเป็นการสร้างให้กับลูกที่เกิดมา

(ลูกเกิดมา 1 คนก็สร้าง 1 หลัง) จนในที่สุด ขณะที่สร้างโรงนาหลังที่ 7 ภรรยาของเขาก็ได้เสียชีวิตลงอย่างกระทันหันเนื่องจากเสียเลือดในระหว่างคลอดมากเกินไป พร้อมทั้งลูกชายที่ยังไม่ทันจะได้ลืมตาดูโลกหลังมรณกรรมของภรรยา เศรษฐีเริ่มกลาย
เป็นโรคประสาททีละน้อยๆ 

ด้วยความคิดถึงภรรยา เขาเริ่มเก็บตัวไม่สนใจทำงานทำการอีกต่อไป และในที่สุดจากกิจการอันใหญ่โต ฟาร์มของเขาก็ได้ล้มละลายลงไป ด้วยความเครียดทำให้เขากลายเป็นบ้า และในคืนหนึ่งก็ได้จัดการสังหารลูกทั้งหมด 6 คน ก่อนนำศพของเด็กๆ ไปฝังไว้ในโรงนาทั้ง 6 แห่ง ส่วนตัวเขาย้อนกลับมาที่โรงนาหลังที่ 7 ก่อนจะแขวนคอตนเองตายในโรงนาแห่งนั้น (บ้างก็ว่าเขาฝังศพเด็กทั้ง 6 คนในโรงนาหลังที่เจ็ด)


หลังการตายของเขาและลูกๆ บ้านและโรงนาของ
เศรษฐีหนุ่มถูกขายทอดตลาด น่าแปลกที่ที่ดินทั้งหมด และโรงนาทั้ง 6 หลังนั้นขายออกตามปกติ แต่ไม่ว่าจะลดราคาให้ต่ำลงแค่ไหน โรงนาหลังที่ 7 ก็ขายไม่ออก! มันจึงถูกปล่อยให้รกร้างและทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีคนมาสนใจกับมันอีก 

แต่หลังจากนั้น ประสบการณ์สยองก็ได้เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง…เริ่มที่ชาวนาคนหนึ่งที่ขับรถผ่านบริเวณโรงนาแห่งนั้นในยามโพล้เพล้ อะไรไม่ทราบดลใจให้เขาเงยหน้าขึ้นไปมองที่โรงนาแห่งนั้น เขาพบร่างดำๆ ของอะไรบางอย่างที่คล้ายคน กำลังนั่งอยู่บนหลังคาของโรงนา ที่สำคัญมันไม่ได้มีแค่เงาเดียว 



แต่มีถึง 6 เงาชาวเมืองคนหนึ่งเล่าว่า เธอเดินทางไปทำธุระแถวนั้น และต้องผ่านไปที่บริเวณโรงนาแห่งนั้นในช่วงดึก เมื่อขับรถมาถึงบริเวณนั้น ไฟหน้ารถสาดเข้าไปในตัวโรงนา (ไม่มีประตู) เธอมองเห็นชายคนหนึ่งกำลังแขวนคอตัวเองแล้วห้อยโตงเตงอยู่ตรงนั้น ที่สำคัญเขาค่อยๆ แหงนหน้าขึ้นมามองเธออย่างช้าๆ

…วันรุ่งขึ้นเธอนำเอาเรื่องที่ได้เจอไปเล่าให้กับคนแถวนั้นฟัง แล้วมันก็กลายเป็นเรื่องผีที่โด่งดังในช่วงเวลาข้ามคืน

แต่เรื่องที่โด่งดังที่สุดเกิดขึ้นในปี 1997 เมื่อครูคนหนึ่ง
ประกาศว่าเขาไม่กลัวเรื่องตำนานหลอนๆ 
ที่ (เขาคิดว่า)มันเป็นเรื่องโกหกพวกนี้หรอก หนำซ้ำพูดไม่พูดเปล่า เขาจัดการเตรียมกล้องถ่ายวิดีโอกลางคืน พร้อมไฟฉาย แล้วเดินทางไปสำรวจฟาร์มแห่งนี้ด้วยกันกับลูกชายเพียงแค่สองคน


…ไม่มีใครรู้ว่าในคืนนั้นเขาพบอะไร เพียงแต่เช้าวันถัดมาตำรวจพบศพสองพ่อลูกถูกแขวนคอที่โรงนาแห่งนั้น พร้อมกับใบหน้าที่แสดงถึงความกลัวสุดชีวิต!

หมายเหตุ : เหตุฆาตกรรมในโรงนานี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1936

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2564

สวยสะพรึง

สวยสะพรึง นศ.สาวสารภาพฆ่าหั่นศพแฟนหนุ่ม ขณะเล่นเซ็กซ์ ตัดหัว-จู๋แช่เย็น
นักศึกษาสาวสวยรัสเซีย เปิดปากยอมรับสารภาพแล้ว ฆ่าหั่นศพ แฟนหนุ่ม อดีตตำรวจ ขณะเล่นเซ็กซ์แผลง ก่อนจะตัดหัวตัดเจ้าโลก แช่ตู้เย็น ที่เหลือบ้างก็ทิ้ง บ้างก็นำไปแขวนระโยงระยางในห้องพักอพาร์ตเมนต์

เว็บไซต์ เดลี่เมล รายงานชาวรัสเซียต้องช็อกตกตะลึง  นางสาวอนาสตาเซีย โอนีกินา นักศึกษาสาวสวยรัสเซีย วัย 21 ปี พำนักอยู่ที่ เมืองออร์ยอล ยอมรับสารภาพต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน ว่าเธอได้ลงมือฆ่าหั่นศพ นายดมิทรี ซินคีช แฟนหนุ่ม อายุ 24 ปี ในระหว่างกำลังเล่นเซ็กซ์เกมแบบรุนแรง BDSM กัน 

จากนั้น เธอได้ไปคว้ามีดในครัวมาหั่นศพแฟนหนุ่ม ด้วยการตัดอวัยวะทีละชิ้นๆ ทั้งตัดองคชาต ศีรษะ แขนขา แเละแก้ม โดยเก็บชิ้นส่วนอวัยวะสำคัญเหล่านี้ไว้ในตู้เย็น ส่วนอวัยวะที่เหลือบางอย่างก็ทิ้งลงในถังขยะ 
ข้างนอก และบ้างก็เอาตะขอมาเกี่ยวแขวนไว้ในห้องพักที่อพาร์ตเมนต์ เหมือนกับเป็นร้านขายเนื้อ

ข่าวแจ้งว่า นายซินคีซ เสียชีวิตจากขาดอากาศหายใจ และเบื้องต้น นางสาวโอนีกินาปฏิเสธว่าเธอไม่ได้เป็นคนฆ่าแฟนหนุ่ม ซึ่งเคยเป็นอดีตตำรวจและทหารเกณฑ์ 

โดยอ้างว่า หลังเธอพบว่านายซินคีซเสียชีวิตแล้ว จึงลงมือหั่นศพ เนื่องจากเกรงว่าเธอจะถูกจับได้และโดนกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร
เว็บไซต์ เดลี่เมล ยังเผยด้วยว่าก่อนหน้านี้ สามีของโอนีกินา ได้เสียชีวิตอย่างปริศนาหลังจากแต่งงานกับเธอได้เพียงไม่นาน 

โดยหลังจากสามีของโอนีกินาตายจากไปแล้ว เธอได้ถูกสั่งให้ไปเข้ารับการบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช เป็นเวลาปีครึ่ง ก่อนจะได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล แต่แล้วก็มาก่อเหตุสยองอีก และศาลในรัสเซียได้มีคำสั่งให้เธอถูกส่งไปตรวจสภาพจิต ขณะที่การสืบสวนในคดีฆาตกรรมก็ยังคงดำเนินต่อไป

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563

สยอง 10 วิธีประหาร ที่โหดเหี้ยมทารุณที่สุดในโลก

💀สยอง 10 วิธีประหาร ที่โหดเหี้ยมทารุณที่สุดในโลก
ค้นหา
Custom Search
ถ้าจะพูดถึงเรื่องของการประหารแล้วละก็ ต้องยอมรับเลยว่า วิธีประหาร ในสมัยก่อนนั้นช่างโหดเหี้ยมไร้ซึ่งความปราณี ทั้งเสียงกรีดร้องที่แสดงถึงความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส เลือดแดงฉานที่หลั่งไหลเจิ่งนองพร้อมกลิ่งคาวคละคลุ้ง กว่านักโทษจะถึงแก่ความตาย ภาพความทรมานจากถูกลงทัณฑ์คงจะกลายเป็นภาพติดตาของผู้ที่ได้พบเห็นไปอีกแสนนาน… เอาละ เรามาดู วิธีประหาร สุดโหดในยุคต่างๆ กันบ้างว่าเป็นอย่างไร
เรื่องที่คุณอาจสนใจ: 10 เครื่องทรมานสุดสยองแค่มองยังขนลุก, พิธีศพสุดแปลก ที่เกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้!
1. Hanged, Drawn and Quartered
วิธีประหารแรกเป็นการประหารแบบแขวนคอ ควักตับไตไส้พุงแล้วต่อด้วยการบั่นคอ เป็นการประหารที่ซาดิสต์ที่สุดเท่าที่เคยมีบนโลกนี้! นักโทษจะได้รับความทรมานอย่างแสนสาหัสจนตาย ประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอน โดยเริ่มจากผู้คุมจะแขวนคอนักโทษ โดยไม่ให้กระตุกจนคอหักตาย แต่เป็นการรัดคอจนกระทั่งใกล้หมดลมหายใจ จากนั้นลากนักโทษไปวางไปบนเขียงในที่สาธารณะ แล้วผู้คุมหมายเลข 2 จะทำหน้าที่ชำแหละ ควักเอาตับไตไส้พุงของนักโทษคนนั้นออกมาให้ดูกันสดๆ ถึงขั้นตอนนี้แล้วถ้านักโทษยังไม่ตาย (เป็นไปได้เหรอ) ก็จะถูกตัดหัวและตัวแยกเป็น 4 ส่วน รับรองงานนี้ดับลมหายใจแบบสนิทเลยทีเดียว
2. Crucifixion
หรือที่เรียกกันว่า การตรึงกางเขน บทลงโทษที่เป็นตำนานนี้มีต้นกำเนิดจากชาวโรมัน นักโทษจะถูกตอกหมุดตรงบริเวณฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง และบริเวณข้อเท้า จากนั้นจะถูกนำไปแขวนปักตรงตั้งฉากกับพื้น แล้วปล่อยให้เลือดไหลออกมา นักโทษจะเสียเลือดจนถึงแก่ความตายในที่สุด เป็นการทรมานให้ตายอย่างช้าๆ ตัวอย่างที่น่าจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดคงจะเป็น ฉากที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน ในภาพยนตร์เรื่อง Passion of Christ
3. Colombian Necktie
การประหารวิธีนี้เกิดขึ้นในแถบประเทศโคลัมเบียรวมไปถึงลาติน
อเมริกา (มองภาพประกอบเอาไว้ดีๆ แล้วลองนึกภาพตามนะ) วิธีประหารคือ เขาจะจับนักโทษแหงนคอขึ้นแล้วเชือดคอหอย จากนั้นก็ใช้มือล้วงเข้าไปตามบาดแผลที่คอแล้วดึงลิ้นกลับเข้าไปในคอหอย เพื่อให้มาโผล่ในรอยแผลที่ถูกเชือดไว้ ลิ้นที่ห้อยออกมากลายเป็นสีแดงฉานเพราะเลือดไหลลงมาเป็นสาย ดูคล้ายกับเป็นเนคไทสีแดงสดนั่นเอง
4. Brazen Bull
การประหารด้วยโคสัมฤทธิ์ คือการนำนักโทษเป็นๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ยัดเข้าไปในตัวโคที่ทำขึ้นมาจากสัมฤทธิ์ข้างในกลวง ลำตัวด้านหนึ่งมีช่องฝาปิดไว้เป็นประตู เมื่อนำนักโทษใส่เข้าไปแล้วจะทำการสุมไฟใต้ท้องโคเพื่อให้โคร้อนทั้งตัว นักโทษที่อยู่ข้างในนั้นจะถูกเผาไหม้ความร้อนอย่างทรมาน นักโทษจะส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ซึ่งเสียงจะเล็ดลอดออกมาทางปากของโค ประหนึ่งว่าเป็นเสียงโคร้อง สุดท้ายแล้วนักโทษจะสุกจนตายไปเมื่อโคเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
5. Seppuku
เป็นวิธีการประหารเพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีของนักรบซามูไรญี่ปุ่นที่เรารู้จักกันในชื่อ ฮาราคิรี พวกเขาต้องทำการคว้านท้องตัวเองด้วยมีดสั้น โดยเริ่มจากแทงเข้าที่บริเวณหน้าท้องใต้เอวขวา กรีดลากยาวมาทางซ้าย แล้วดึงมีดขึ้นด้านบน เพื่อเป็นการเปิดเยื่อบุช่องท้องแล้วตัดลำไส้ให้ขาด
จากนั้นจะให้เพื่อนที่สนิทที่สุดเป็นคนลงมือตัดหัว นี่เป็นวิธีประหารชีวิตสำหรับซามูไรที่กระทำความผิดร้ายแรง หรือทำเรื่องที่นำความอัปยศมาทั้งแก่ตนเองและวงศ์ตระกูล
6. Ling Chi
วิธีประหารสุดเหี้ยมนี้เป็นของจีน เพชฌฆาตจะค่อยๆ หั่นอวัยวะของนักโทษให้ขาดไปทีละชิ้น ทีละชิ้น โดยเริ่มจากอวัยวะที่หั่นแล้วยังไม่ถึงขั้นตายก่อน วิธีนี้นักโทษจะได้รับความทรมานอย่างมากไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตาย เรียกได้ว่าทรมานตั้งแต่คมมีดแรกยันลมหายใจสุดท้ายเลยทีเดียว
7. Blood Eagle
เป็นการประหารด้วยการหักกระดูกซี่โครงและโครงกระดูกสันหลังมาทำให้เป็นลักษณะคล้ายปีกนก จากนั้นก็ดึงเอาปอดของนักโทษออกมาจากแผ่นหลัง ว่ากันว่าจะทำให้มีลักษณะคล้ายนกอินทรี แน่นอนว่าวิธีนี้คงเป็นวิธีการประหารที่ทรมานมากอย่างแน่นอน และเป็นวิธีที่เคยปรากฎอยู่ในตำนานของชนชาตินอร์ดิก หรือกลุ่มชาวสแกนดิเนเวียในปัจจุบัน
8. Execution by Elephant
การประหารด้วยการใช้ช้างนิยมใช้กันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย, พม่า, กัมพูชา, ลาว รวมไปถึงอินเดียด้วย รูปแบบของวิธีประหารด้วยช้างนั้นแตกต่างกันไปตามรูปแบบการปกครองของแต่ละท้องที่ ไม่ว่าจะเป็นการให้ช้างเตะลูกตะกร้อยักษ์ที่มีหนามแหลมรายล้อมอยู่ข้างในให้นักโทษถูกหนามแทงจนเสียชีวิต หรือไม่ก็ให้ช้างมาเหยียบจนกว่าจะเสียชีวิตไปเลยก็มี
9. Cement Shoes
วิธีประหารด้วยรองเท้าปูนนั้นลักษณะคล้ายกันกับการมัดมือมัดเท้าโยนถ่วงน้ำ นักโทษจะถูกเอาเท้ายัดเข้าไปในแท่นรองเท้าที่ทำมาจากปูนซีเมนต์ แล้วจับโยนลงน้ำ ถ่วงเอาไว้จนขาดอากาศหายใจ การประหารด้วยวิธีนี้ถูกคิดค้นโดยกลุ่มมาเฟียในประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงที่กำลังพัฒนาประเทศใหม่ๆ หลังประกาศเป็นเอกราชจากอังกฤษ
10. Guillotine
การประหารด้วยเครื่องตัดหัวแบบกิโยตินนั้นเป็นการประหารแบบฉับพลันยุคแรกๆ ของโลก การประหารด้วยวิธีนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่ที่สร้างความฮือฮามากที่สุดคือ การใช้กิโยตินสำเร็จโทษพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระราชินีมารี อองตัวเนต 
ในเหตุการณ์ปฎิวัติฝรั่งเศสช่วงระหว่างปี 1789-1799ไม่น่าเชื่อว่า วิธีประหาร ต่างๆ ที่กล่าวมานั้นจะเคยใช้ปลิดชีพคนจริงๆ มาแล้ว นึกภาพตามแล้วหลอนใช้ได้เลย เรื่องสยองของจริงเลยนะเนี่ย….

รายการบล็อกของฉัน

 hellomanman  happy-topay  invite-buying
 men-women-apparel diarylovemanman news-the-world
 homemanman alovemanman
 menmen-love
 ghost-in-manman  U.F.O.manman fishmanman
foodmanman  flowermanman herbs-in-manman
devilmanman herbs-in-manman manman clip