บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เปิดตำนาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เปิดตำนาน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566

เปิดตำนานจูร์ แกรนโดแวมไพร์ตนแรกที่ถูกบันทึกบนหน้าประวัติศาสตร์

ใครว่าผีดิบไม่มีจริง!? เปิดตำนาน ‘จูร์ แกรนโด’ แวมไพร์ตนแรกที่ถูกบันทึกบนหน้าประวัติศาสตร์! ดู
ค้นหา
Custom Search
จูร์ แกรนโด เป็นชาวนาที่อาศัยอยู่ในมณฑลอิสเทรีย (โครเอเชียในปัจจุบัน) ผู้ได้รับการบันทึกว่าเป็นผีดิบดูดเลือดหรือแวมไพร์เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ โดยในขณะนั้นทางการระบุว่าเขาคือสไตรกอน (Strigon) ภาษาท้องถิ่นที่ใช้เรียกชื่อผีดิบดูดเลือด

แกรนโดมีชีวิตระหว่างปี 1579-1656 หลังจากเขาเสียชีวิตไป 16 ปี ชาวบ้านได้อ้างว่าพบเห็นเขาฟื้นจากความตายและออกตระเวนหลอกหลอนผู้คนด้วยการเที่ยวไปเคาะประตูบ้านในยามค่ำคืน และบ้านไหนที่ถูกแกรนโดเคาะประตู บ้านหลังนั้นจะมีคนเสียชีวิต นอกจากนี้แกรนโดยังแวะเวียนไปหาภรรยาหม้ายของตน เพื่อมีเพศสัมพันธ์และบังคับให้เธอทำหน้าที่ภรรยาเหมือนสมัยที่เขายังมีชีวิต

ในปี 1672 มีชายหนุ่ม 9 คนในหมู่บ้านทนไม่ไหวกับการถูกคุกคามโดยแกรนโด พวกเขาจึงเดินทางไปขุดเอาโลงศพของแกรนโดขึ้นมา เมื่อพวกเขาเปิดฝาโลงออก ก็พบว่าร่างของแกรนโดยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์เหมือนกำลังนอนหลับ แถมยังนอนยิ้มอีกด้วย 

ชาวบ้านจึงทำการตอกลิ่มที่กลางอกของแกรนโด แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะลิ่มเจาะไม่เข้า จนตอนหลังต้องตามนักบวชมาทำพิธีสวดมนต์เพื่อคลายฤทธิ์เดชของแกรนโด แล้วใช้เลื่อยตัดศีรษะออกจากร่าง ท่ามกลางเสียร้องโหยหวนของแกรนโด เป็นอันสิ้นสุดการคุกคามของแวมไพร์ตนแรกในประวัติศาสตร์เพียงเท่านี้
เรียบเรียง S

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

เปิดตำนาน ล่าแม่มดสุดโหดที่ยืนยันได้ว่าครั้งหนึ่งสหรัฐเคยเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน

เปิดตำนาน ‘ล่าแม่มด’ สุดโหด! ที่ยืนยันได้ว่าครั้งหนึ่งสหรัฐเคยเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างแท้จริง
คำว่าล่าแม่มดในบ้านเราสมัยนี้ อาจหมายถึงการกระทำผิดและถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นลงบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค ก่อนที่จะถูกชาวเน็ตขุดคุ้ยเรื่องราวต่างๆ จนบุคคลที่ถูกล่าแม่มดแทบจะไม่มีที่ยืนกันในสังคมกันเลยทีเดียว แต่หากย้อนกลับไปในสมัยก่อนคำว่าล่าแม่มด ไม่ได้มีความหมายที่เกี่ยวข้องกับโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างสิ้นเชิง เพราะในยุคนั้นคำว่าล่าแม่มด หมายถึงการล่าแม่มดที่มีตัวตนอยู่จริงๆ

ที่แม้ในปัจจุบันจะไม่สามารถยืนยันได้ว่า “แม่มด” มีตัวตนจริงๆ หรือเป็นเพียงเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้น แต่ในอดีตสหรัฐได้เคยเกิดเหตุการณ์ล่าแม่มดครั้งรุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ จนหลายคนยกให้เป็นเหตุการณ์ที่มีความป่าเถื่อนมากที่สุดในโลก 

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นในปี 1692 เมื่อเด็กสาวและหญิงสาวหลายคนที่อาศัยอยู่ในเมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ แสดงอาการประหลาด ด้วยการกรีดร้อง ส่งเสียงโหยหวน พูดจาไม่ได้ภาษา รวมไปถึงการด่าทอพระเป็นเจ้า นานวันเข้าอาการประหลาดก็ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมือง ชาวบ้านส่วนใหญ่เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเพราะ มีแม่มดอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน และแม่มดตนนั้นอาจร่ายคาถาหรือสาปแช่งชาวบ้านให้มีพฤติกรรมประหลาดนี้ก็เป็นได้

ดังนั้นชาวบ้านจึงออกควานหาผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าจะเป็นแม่มด ด้วยวิธีการที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าบุคคลนั้นเป็นแม่มดเลยแม้แต่นิดเดียว หากชาวบ้านสงสัยว่าใครเป็นแม่มดบุคคลนั้นก็จะถูกจัมกุม และถูกนำตัวมาทรมานเพื่อให้สารภาพว่าตนเองคือแม่มด แน่นอนว่าหลายคนไม่ยอมรับว่าตนเองคือแม่มด ทำให้ถูกทรมานอย่างหนัก บางรายเสียชีวิตระหว่างการทรมาน บางรายยอมรับว่าเป็นแม่มดเพราะทนต่อการทรมานไม่ไหว โดยหารู้ไม่ว่าการยอมรับก็นำไปสู่ความตายอยู่ดี เพราะผู้ที่ยอมรับว่าตนเองเป็นแม่มด จะถูกชาวบ้านจับแขวนคอ และการตายจะไม่จบที่แม่มดเพียงคนเดียว แต่คนในครอบครัว รวมถึงสัตว์เลี้ยง ก็จะถูกชาวบ้านฆ่าสังหารในข้อหาเป็นทาสรับใช้แม่มดด้วยเช่นกัน

ค้นหา ว่ากันว่าเหตุการณ์ล่าแม่มดสุดป่าเถื่อนนี้ สังหารผู้คนไปมากถึง 150 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนบริสุทธิ์ เพราะไม่ว่าจะมีการฆ่าบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเป็นแม่มดมากขนาดไหน เหตุการณ์ประหลาดก็ยังคงเกิดขึ้น ซึ่งนั่นแปลว่าแท้จริงแล้วแม่มดตัวจริงอาจไม่เคยถูกสังหาร หรืออาจไม่มีแม่มดอยู่ในเมืองนี้เลยก็เป็นได้ เนื่องจากหลายคนเชื่อว่าเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้น อาจเป็นเพียงโรคประหลาดที่หาสาเหตุไม่ได้ หาใช่เวทมนตร์ หรือคำสาปจากแม่มดแต่อย่างใด 

เนื่องจากมีผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งที่ใดตอนแรก ยอมรับว่าตนเองเป็นแม่มด พร้อมทั้งให้การซัดทอดบุคคลอื่นว่าเป็นแม่มดอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งบุคคลที่ถูกซัดทอดต่างโดนฆ่าแขวนคอทั้งสิ้น ก่อนที่ผู้ต้องสงสัยคนนี้จะกลับคำให้การในเวลาต่อมาว่า “แท้จริงแล้วเธอไม่ใช่แม่มด แต่ให้การซัดทอดบุคคลอื่น เพราะคิดว่าการซัดทอดจะทำให้ตนเองไม่ถูกฆ่า”

ท้ายที่สุดแล้วชาวบ้านก็ไม่สามารถจับกุมแม่มดตัวจริงได้ อีกทั้งเหตุการณ์ประหลาดก็ได้หายไปเอง ทำให้ในเวลาต่อมาญาติของผู้เสียชีวิตต่างพากันรวมตัว เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายกับกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ล่าแม่มด โดยทางฝั่งผู้ที่เกี่ยวข้องก็ยอมจ่ายค่าเสียหายแต่โดยดี พร้อมทั้งกล่าวขอโทษญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครอธิบายได้ว่าเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในปี 1692 จนนำมาสู่การล่าแม่มด แท้จริงแล้วเป็นฝีมือของแม่มดจริงๆ หรือเป็นเพียงความเข้าใจผิดของกลุ่มคนที่ตั้งตนเป็นศาลเตี้ย จนนำมาสู่การสังหารผู้บริสุทธิ์ทั้ง 150 ชีวิตกันแน่?

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เปิดตำนาน ปู่โสมเฝ้าทรัพย์


เปิดตำนาน "ปู่โสมเฝ้าทรัพย์"
อาถรรพ์สุดเฮี้ยน ณ.วัดกุฎีดาว ที่ผู้คนต้องเผ่นหนีเพื่อเอาตัวรอด เพราะเจอดี
ค้นหา
Custom Search

หลายๆคน คงอาจเคยได้ยินคำว่า "ปู่โสมเฝ้าทรัพย์" กันมาแล้ว ไม่ว่าจะในภาพยนตร์ ละคร หนังสือ หรือเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาและอาจจะมีหลายคนที่คิดอยากลองของ เพื่อหวังจะได้สมบัติเหล่านั้น ของปู่โสมเฝ้าทรัพย์ แต่ เราก็เตือนว่าอย่าดีกว่า เพราะท่านอาจจะเจอดีก็ได้

ซึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาอดีตราชธานีอันยิ่งใหญ่ของไทย ครั้งที่บ้านเมืองยังสงบอาณาประชาราษฎร์ล้วนมีชีวิตที่สุขสบาย ขุนนาง ขุนศึก พ่อค้าและชาวบ้านทั้งหลายยิ้มย่องผ่องใสมีชีวิตรุ่งเรืองถึงขีดสุด จึงต่างเก็บหอมรอมริบ สะสมแก้วแหวนเงินทองมีค่าไว้มากมาย จนกระทั่ง เกิดสงครามถึงคราวพ่ายแพ้แก่พม่า กรุงศรีอยุธยาต้องล่มสลาย 

ผู้คนและเหล่าทหาร ช้าง ม้า วัว ถูกฆ่าตายกลาดเกลื่อน สมบัติมากมายที่สะสมกันไว้จึงถูกซุกซ่อนฝังไว้ตามจุดต่างๆ

ขุนนาง คหบดีและเจ้านายบางพระองค์ นอกจากจะฝังสมบัติไว้แล้ว ยังถึงกับฆ่าบริวารหรือทหารของตนให้ตายโหงอยู่ตรงที่ฝังสมบัติ เพราะหวังจะให้วิญญาณของผู้ตายกลายเป็นผี “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” เฝ้าสมบัติของตนก็มี เมืองกรุงเก่าอยุธยานับแต่อดีตถึงปัจจุบันจึง ขึ้นชื่อลือชานักในเรื่องของวิญญาณ ที่มักมาปรากฏตามสถานที่โบราณต่างๆ หลายเรื่องน่ากลัว หลายเรื่องฟังแล้วน่าตื่นเต้นดีและทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง 

👉ดังเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้
เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้น จริงในอดีตเกี่ยวกับลายแทงสมบัติอันบ่งบอกจุดที่ซ่อนของขุมทรัพย์มากมาย ภายในอาณาบริเวณอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา 

ลายแทงนั้นบอกว่า พระนครศรีอยุธยามีสมบัติโบราณถูกฝังเอาไว้ถึง 303 แห่ง โดยเฉพาะที่ 

“วัดกุฏิดาว” มีขุมทรัพย์ฝังอยู่ถึง 16 แห่ง ลายแทงขุมทรัพย์มีค่า มหาศาลนี้ผู้ที่ได้ครอบครองไว้เป็นเจ้านายระดับพระองค์เจ้า พระองค์หนึ่ง การได้มาของลายแทงนี้ไม่ทราบชัดว่าท่านได้มาอย่างไร…จากใคร…แต่พิสูจน์ ได้แน่ชัดว่า ต้องมีทรัพย์มีค่าฝังอยู่ใต้ดินจริงๆ

เพราะพระองค์ เจ้าพระองค์นี้ กับพระสหายชาวต่างประเทศได้นำเอาเครื่อง “ไมน์ดีเทคเตอร์” ซึ่งเป็นเครื่องสำรวจหาวัตถุธาตุมาสำรวจตรวจดูแล้ว และปรากฏว่าเครื่องมือดังกล่าวนี้ระบุว่าจุดที่ตรวจค้นมีสมบัติล้ำค่าถูกฝัง อยู่ใต้ดินจริงๆ

วัดกุฏิดาวเป็นวัดร้าง มีร่องรอยว่าเคยเป็นวัดที่ใหญ่โตสวยงามในสมัยอยุธยาในลายแทงขุมทรัพย์บอกว่า ที่วัดแห่งนี้มีสมบัติล้ำค่าถูกฝังไว้รอบอุโบสถถึง 16 แห่ง 

ดังนั้นพระองค์เจ้าพระองค์นี้และพระสหายหลายคนจึงได้ทำเรื่องเสนอ ต่อกรมศิลปากร ขออนุมัติดำเนินการขุดค้นหาขุมทรัพย์ดังกล่าว โดยขอแบ่งทรัพย์ที่ขุดขึ้นได้เพียง 10% และอีก 90% จะมอบให้เป็นสิทธิ์ของกรมศิลปากร 

เมื่อกรมศิลปากรอนุมัติ ท่านจึงเริ่มดำเนินการขุดค้นที่วัดกุฏิดาวเป็นแห่งแรกในปี พ.ศ.2503  น่าประหลาดที่การขุดสมบัติที่วัด กุฏิดาว เมื่อขุดลงไปตรงจุดที่ลายแทงระบุว่ามีสมบัติซ่อนอยู่ กลับไม่พบสิ่งใดเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ทั้งที่ก่อนลงมือขุดได้ใช้เครื่องไมน์ดีเทคเตอร์ตรวจสอบดูก่อนแล้ว เครื่องก็ส่งสัญญาณว่ามีสิ่งมีค่าฝังอยู่แน่นอน แต่พอขุดลงไปกลับไม่มีอะไรเลย

การขุดค้นหาสมบัติโบราณที่วัดกุฏิดาว ในครั้งนั้น นอกจากจะพบความผิดหวังแล้ว พระองค์เจ้าฯ และพระสหายยังพบกับเหตุการณ์อัศจรรย์ที่น่ากลัวอีกหลายอย่างนั่นก็ คือท่านและพระสหายเห็น “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” มาปรากฏต่อหน้าต่อตากลางวันแสกๆ เป็นร่างของนักรบไทยโบราณ ร่างใหญ่โต แต่ไร้หัว นอกจากนี้ภายในวังของท่านก็ยังมีเสียงคล้ายคนขุดดินตลอดเวลา 

เสียงนั้นดังชัดเจนได้ยินกันหลายคน เหตุการณ์น่ากลัวที่เกิดขึ้น ทำให้พระองค์ต้องเชิญอาจารย์ที่นั่งทางในเก่งๆ มาช่วยดู อาจารย์ที่ท่านนั้นก็บอกว่า วิญญาณที่ปรากฏเป็น “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” เขาเป็นเจ้าของสมบัตินั้น และโกรธแค้นมากที่เจ้านายพระองค์นี้ มาทำการขุดค้นสมบัติของเขา จึงมาสำแดงกายให้เห็นทั้งยังสาปแช่งพวกที่มาขุดสมบัติของเขาทุกคน

คำสาปแช่งนั้นต่อมาก็เป็นจริง เพราะพระสหายคนหนึ่งที่ร่วมทีมขุดสมบัติกับท่านได้เสียชีวิตกระทันหัน ทั้งๆ ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงทุกอย่าง ส่วนประสหายอีกคนก็หายสาบสูญไป โดยไม่ทราบชะตากรรม 

ส่วนตัวท่านเองทำธุรกิจอะไรก็ขาดทุน ขุมทรัพย์ โบราณที่วัดกุฏิดาว ปัจจุบันก็ยังคงอยู่ที่เดิม เพราะยังไม่มีใครกล้าหาญไปขุดค้น เพราะเกรงว่าวิญญาณที่ยังคงวนเวียนเฝ้าสมบัติ จะมาหลอกหลอนและสาปแช่ง


วัดกุฏิดาวเป็นวัดเล็กๆ ป้ายชื่อวัดไม่มีบอก ต้องอาศัยถามจากชาวบ้าน แถวใกล้วัดกุฏิดาวยังมีวัดใกล้เคียงหลายวัด รวมถึงวัดมเหยงค์ซึ่งขึ้นชื่อว่า “ผีดุ” อีกวัดหนึ่ง “วัดมเหยงค์” นี้เคยเป็นวัดร้าง ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพังของอุโบสถซึ่งกระเทาะหลุดร่อนเหลือแต่อิฐ แดงๆ แต่ก็ยังมีเค้าโครงให้เห็นว่าเคยเป็นศาสนาสาถนที่สวยงามในอดีต

วัดมเหยงค์แห่งนี้เคยมีผู้เล่าให้ฟังว่า มีคนเคยได้ยินเสียงสวดมนต์ในท่วงทำนองอันไพเราะ ดังแว่วมาจากอุโบสถ เสียงสวดนั้นดังพร้อมเพรียงเป็นหมู่คณะ สวดช้า และเยือกเย็น ทำนองสวดไม่เหมือนปัจจุบัน และจะดังขึ้นในเวลาเช้าตรู่ ซึ่งพอเดินไปดูที่ต้นเสียงกลับไม่มีใครเลย แล้วเสียงนั้นมาจากไหน ยังเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้

คำว่าปู่โสมนี้ ได้ยินมาบ่อยๆ ที่เรียกว่าปู่นี้คงเพราะมักมาเป็นรูปอย่างคนเฒ่าคนแก่ คงเป็นชายเสียส่วนมากจึงได้เรียกว่าปู่ ไม่เคยได้ยินว่ามีย่าโสมที่ไหน ส่วนคำว่าโสมนั้นคงเป็นคำโบราณ แปลว่าอะไรไม่แน่ใจ โดยรวมปู่โสมก็เป็นผีชนิดหนึ่ง เชื่อว่ามีหน้าที่คอยเฝ้าสมบัติต่างๆที่คนโบราณแอบเอาไว้ตามถ้ำหรือกรุ สมบัติ 

ที่จริงเรื่องปู่โสมนี้เป็นเรื่องที่ดูยังคาบเกี่ยวกับวิชามารยาศาตร์(ฝัง อาถรรพ์)อยู่มากในที่นี้เป็นการกล่าวถึงแต่คติเรื่องผีจึงขอคัด เอาแต่คติที่ดูจะเกี่ยวกับผีๆสางๆสักหน่อย

การอุบัติของปู่โสมนี้อาจ แยกเป็นสองอย่างหลักคือ เกิดจากอำนาจทางมารยาศาสตร์ ผูกขึ้นมาให้เป็นตัวตน คงคล้ายๆกับการผูกหุ่นพยนต์ กับอีกอย่างหนึ่งคือเกิดจากคนตายคือผีตามความเข้าใจของคนทั่วไป ซึ่งอย่างหลังนี้ดูจะเกี่ยวกับปู่โสมที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่หน่อย ปู่โสมที่เกิดจากอำนาจคนตายนี้ ก็ยังแยกออกเป็นแบบอีกคือ เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติกับเขาทำให้เกิด

อย่างแรกที่ว่าเกิดกันตาม ธรรมชาตินี้คือเกิดจากคนที่เป็นจ้าวสมบัติเมื่อตาย ลงจิตยังคงหลงยึดมั่นในสมบัตินั้นเลยทำให้ไม่ได้ไปเกิด กลายเป็นผีเฝ้าสมบัติ เรื่องอย่างนี้ได้ยินกันบ่อยไป เช่นเคยได้ยินว่ามีนักเล่นของเก่าไปหาซื้อเตียงโบราณมาพอจะเอาเตียงมานอน เข้าจริงๆก็โดนเจ้าของเตียง(ผี)มาเล่นงานตั้งแต่คืนแรก อย่างนี้คงเป็นเพราะวิญญาณยังคงหวงเตียงนั้นอยู่เลยไม่อยากให้ใครมาเกาะแกะ 

ฟังดูอาจตลกดีแค่เตียงเก่าๆยังหวงอะไรหนักหนา แต่มาคิดดูเรื่องการหวงข้าวของนี้เป็นอัตตาที่เข้มข้นอย่างหนึ่ง เช่นของของเราๆก็ไม่อยากให้ใครมาแอบใช้ คนรักของเราๆก็ไม่อยากให้ใครมาเกาะแกะ แต่อย่างนี้ยังดูไกลจากผีปู่โสมของเราอยู่สักหน่อย
การเกิดผีปู่โสม อีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นการกระทำให้เกิดคือเจ้าตัวก็ไม่ได้ อยากเกิดเป็นผีปู่โสมแต่มีใครบางคนทำให้เป็น ไม่ว่าเจ้าตัวจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม อย่างนี้เองจึงเป็นผีปู่โสมเฝ้าสมบัติของแท้ เรื่องเอาคนมาฆ่าแล้วตรึงวิญาณให้เฝ้าสมบัตินี้มักได้ยินบ่อยๆ เป็นความเชื่อของลัทธิมารยาศาสตร์

วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เปิดตำนานสุดสะพรึงยักษ์แบกเสา

เปิดตำนานสุดสยอง " ยักษ์แบกเสา"

เปิดตำนานสุดสยอง "
 ยักษ์แบกเสา"
อาถรรพ์ดอนเมืองโทลเวย์ ความจริงที่หลายคนยังไม่รู้ ต้องสังเวยชีวิตไปนับไม่ถ้วน !!

เชื่อว่าคนที่สัญจรไปมาบนถนนวิภาวดีคงจะต้องเคยสังเกตเห็นบางอย่างของ "เสาโทลเวย์" ที่แตกต่างไปจากเสาอื่น ซึ่งมีเสาอยู่ 2 ต้น ที่มี "รูปปั้นยักษ์ท่าทางเหมือนกำลังยืนแบกเสาอยู่"  บางคนอาจจะเคยรู้ที่มาของเสาแปลกๆ 2 ต้นนี้มาบาง แต่บางคนอาจจะยังไม่เคยทราบว่าแท้จริงแล้ว เพราะทางด่วนแห่งนี้เคยมีอาถรรพ์ถึงขั้นต้องสร้างยักษ์สองตนนี้ขึ้นมา

ซึ่งเรื่องราวอาถรรพ์สุดสยองนี้เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.  2535
ที่เริ่มมีการก่อสร้างดอนเมืองโทลเวย์ขึ้น ซึ่งในระหว่างการก่อสร้าง เกิดอุปสรรคขึ้นมากมาย ไม่ราบรื่น ติดขัด จนกระทั่งช่วงที่จะทำการยกเสาต้นนี้ขึ้น ก็เกิดอุปสรรคขึ้นอีก
ทำอย่างไรก็ยกเสาไม่ขึ้น พอสร้างมาถึงแยกลาดพร้าว ต้องสร้างทางยกกระดับเหินข้ามแยกลาดพร้าว แต่สร้างเสาและคานได้ไม่กี่วันก็พังลงมาทับคนตาย 

ซึ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้อยู่หลายครั้ง ทั้งที่ทำถูกต้องตามหลักวิศวกรรมทุกประการก็ยังไม่ดีขึ้น โดยเจอเหตุการณ์ทั้งคานถล่มสร้างต่อไม่ได้ มีคนงานก็เสียชีวิตจำนวนมาก เสาก็ยกขึ้นไม่ได้ซะอย่างนั้น แยกอื่นไม่มีปัญหาอะไรยกเว้นแยกลาดพร้าว จึงมีผู้แนะนำให้ปั้นรูปยักษ์ แบกถนนไว้ที่เสาเพื่อแก้เคล็ด

เมื่อมีผู้แนะนำเช่นนั้น ต่อมาทางโครงการได้ขอให้
"กรมศิลปากร"  ช่วยปั้น "ยักษ์สองตนนี้" ขึ้นมาโดยการแกะสลัก "ยักษ์ทำท่าแบกเสา" ปรากฏว่าเกิดเรื่องเหลือเชื่อขึ้นอย่างมาก เพราะเมื่อแกะสลักรูปยักษ์เสร็จ เสาต้นนั้นก็ยกขึ้นอย่างง่ายดาย และสถานะการเงินของโครงการดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ผู้คนต่างใช้งานทางด่วนแห่งนี้มากขึ้น และไม่ค่อยมีอุบัติเหตุอย่างเมื่อก่อนและในปัจจุบันยักษ์แบกเสาก็ยังคงอยู่ที่เดิม ทางลงสะพานข้ามแยกสุทธิสารฝั่งขาออก 1 ตน และ ทางลงสะพานข้ามห้าแยกลาดพร้าวฝั่งขาเข้า 1 ตน
ยักษ์แบกเสา

รายการบล็อกของฉัน

 hellomanman  happy-topay  invite-buying
 men-women-apparel diarylovemanman news-the-world
 homemanman alovemanman
 menmen-love
 ghost-in-manman  U.F.O.manman fishmanman
foodmanman  flowermanman herbs-in-manman
devilmanman herbs-in-manman manman clip