บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สยองขวัญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สยองขวัญ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563

แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ คือใคร ผ่านไป 131 ปีของคดีปริศนาฆาตกรรมต่อเนื่องในลอนดอน


เหตุการณ์ขณะตำรวจพบศพเหยื่อของ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ซึ่งคาดว่าเป็นภาพของ แคทเธอรีน เอ็ดโดว์สัน

ช่วงเวลา 3 เดือนในปี ค.ศ. 1888 เกิดคดีฆาตกรรมสยองขวัญต่อเนื่องในย่านอีสต์เอ็นด์ของกรุงลอนดอน

หญิงโสเภณีอย่างน้อย 5 ราย ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมด้วยมีดจากคนร้ายที่ได้รับการขนานนามว่า "แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์" (Jack the Ripper)

ตำรวจในยุคนั้นไม่สามารถจับตัวคนร้ายและคลี่คลายคดีได้ ทำให้เรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องผู้นี้กลายเป็นตำนานปริศนาที่ยังคงเขย่าขวัญและถูกกล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน

ระหว่างเดือน ส.ค.-พ.ย.ปีนั้น เขตไวท์แชปเปิล (Whitechapel) ในย่านอีสต์เอ็นด์ ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของคนยากจน ได้กลายเป็นท้องที่เกิดเหตุของคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ด้านอาชญากรรมของอังกฤษ

เหยื่อของแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์
ข้อมูลที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปเชื่อว่า ในปี 1888 แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ลงมือฆ่าผู้หญิง 5 คน คือ

👉แมรี แอนน์ นิโคลส์ วัย 42 ปี ถูกฆาตกรรมเมื่อวันที่ 31 ส.ค.
👉แอนนี แชปแมน วัย 47 ปี ถูกฆาตกรรมเมื่อวันที่ 8 ก.ย.
👉เอลิซาเบธ สไตรด วัย 44 ปี และแคทเธอรีน เอ็ดโดว์สัน วัย 43 ปี ถูกฆาตกรรมเมื่อวันที่ 30 ก.ย.
👉แมรี เจน เคลลี วัย 25 ปี ถูกฆาตกรรมเมื่อวันที่ 9 พ.ย.
เหยื่อเกือบทุกราย ยกเว้น เอลิซา
👉เบธ สไตรด ถูกคนร้ายใช้มีดชำแหละร่างกาย โดยเหยื่อส่วนใหญ่มีสภาพถูกเชือดคอ ถูกผ่าท้อง แล้วควักอวัยวะภายในออกมาด้านนอก เหยื่อบางรายถูกเฉือนชิ้นเนื้อ อวัยวะเพศ และกระเพาะปัสสาวะออกไป

ในกรณีของ เอลิซาเบธ สไตรด นั้นมีเพียงบาดแผลที่ลำคอ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าคนร้ายคงถูกขัดจังหวะขณะกำลังลงมือ จึงไปก่อเหตุสังหาร แคทเธอรีน เอ็ดโดว์สัน เหยื่อรายที่ 2 ของคืนนั้นภายในเวลาห่างกันเพียงไม่กี่นาที

คดีฆาตกรรมสุดสยองของ แมรี เจน เคลลี เป็นข่าวดังหน้าหนึ่งที่สื่อในยุคนั้นให้ความสนใจอย่างมาก

ฆาตกรรายนี้ มักลงมือก่อเหตุกลางแจ้ง ตามซอกซอย มีเพียง แมรี เจน เคลลี ที่ถูกฆ่าอยู่ภายในห้องพัก เจ้าของห้องเช่าซึ่งเป็นผู้ไปพบศพเล่าว่า ภาพที่เห็นจะ "ตามหลอกหลอน" เขาไปชั่วชีวิต เพราะคนร้ายชำแหละศพของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี แล้วเอาอวัยวะที่เฉือนออกมาวางไว้ทั่วห้อง

หลังจากนั้น การฆาตกรรมที่บ้าคลั่งของ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ก็ยุติลง เหลือทิ้งไว้เพียงความหวาดกลัวที่แผ่ไปทั่วสังคมอังกฤษ

แม้ความรุนแรงต่อหญิงโสเภณีจะไม่ใช่เรื่องแปลกในยุคนั้น แต่ลักษณะการฆ่าที่โหดเหี้ยมและมีรูปแบบเฉพาะก็เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเหยื่อทั้ง 5 คนนี้ถูกสังหารจากน้ำมือคนร้ายคนเดียวกัน

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเหยื่อของแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ อาจมีมากกว่านี้ โดยเชื่อว่า มาร์ธา เทบราม ซึ่งถูกแทงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 ส.ค.1888 อาจเป็นเหยื่อรายแรกของฆาตกรผู้นี้

ผู้ต้องสงสัย
มีการตั้งข้อสันนิษฐานมากมายเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยเป็น แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ เช่น ฆาตกรรายนี้อาจเป็นหมอ คนขายเนื้อ โดยประเมินจากอาวุธและวิธีการก่อเหตุ ซึ่งบ่งชี้ว่าคนร้ายมีความรู้ด้านกายวิภาคของมนุษย์

โฉมหน้าที่แท้จริงของ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ยังคงเป็นปริศนาแม้เวลาจะผ่านมาแล้วกว่าหนึ่งร้อยปี

นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีอื่น ๆ ที่ตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับตัวคนร้าย โดยหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคือ เจ้าชายอัลเบิร์ต วิคเตอร์ ดยุคแห่งคลาเรนซ์ พระราชนัดดา (หลาน) ในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร แต่หลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหานี้ไม่ชัดเจนพอ

ข้อสันนิษฐานล่าสุด
ในสารคดีของบีบีซีที่ชื่อ Jack the Ripper - The Case Reopened ที่ออกอากาศเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาและนิติเวชศาสตร์ได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ตัวจริงอาจเป็น นายแอรอน คอสมินสกี เพราะการวิเคราะห์หลักฐานต่าง ๆ พบว่าเขามีพฤติการณ์เข้าข่ายจะเป็นฆาตกรใจโหดรายนี้มากที่สุด เนื่องจากอาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุในย่านไวท์แชปเปิลตอนนั้น รู้จักพื้นที่เป็นอย่างดี และสามารถแฝงตัวให้กลมกลืนไปกับผู้คนในพื้นที่ได้ดี

การศึกษาค้นคว้าของ ศ.วิลสัน บ่งชี้ว่า แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ตัวจริงน่าจะเป็นผู้อพยพชาวโปแลนด์ที่มีอาการป่วยทางจิต

ศาสตราจารย์เดวิด วิลสัน นักอาชญาวิทยาจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมซิตี ระบุว่า นายคอสมินสกี เป็นชาวโปแลนด์ที่อพยพมาอังกฤษกับครอบครัวเมื่อปี 1881 เขามีประวัติป่วยทางจิตตั้งแต่ปี 1885 โดยมีอาการหวาดระแวง และมีพฤติกรรมรุนแรง

จากการศึกษาค้นคว้าของ ศ.วิลสัน พบว่า นายคอสมินสกี อ้างว่ามีพฤติกรรมรุนแรงเพราะได้ยินเสียงที่สั่งให้เขาแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นออกมา โดยในปี 1890 ครอบครัวได้ส่งตัวเขาเข้ารับการรักษาทางจิต หลังจากใช้มีดทำร้ายพี่น้องผู้หญิงของตัวเอง และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นายคอสมินสกี ก็เข้าออกโรงพยาบาลจิตเวชหลายแห่ง ก่อนที่จะเสียชีวิตจากภาวะเนื้อตายเน่า (gangrene) ในปี 1919
Dorset Street
ย่านไวท์แชปเปิล ในยุคนั้นมีสภาพเป็นชุมชนแออัด และมีโสเภณีทำงานเป็นจำนวนมาก ในภาพเป็นถนนดอร์เซต ที่แมรี เจน เคลลี อาศัยอยู่

แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ในสื่อ
แม้ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ จะไม่ใช่ฆาตกรต่อเนื่องรายแรกของโลก แต่คดีนี้ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในแวดวงสื่อสารมวลชน เพราะเป็นคดีฆาตกรรมคดีแรกที่ได้รับความสนใจรายงานข่าวจากสื่อทั่วโลก โดยเป็นยุคที่แวดวงหนังสือพิมพ์กำลังเฟื่องฟู หนังสือพิมพ์มีราคาย่อมเยาว์จึงทำให้มีผู้อ่านเป็นวงกว้าง

คดีฆาตกรรมที่ยังเป็นปริศนาของแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ยังถูกนำไปเขียนเป็นนิยาย บทเพลง และสร้างเป็นละครเวที ซีรีส์ ภาพยนตร์ และสารคดีทางโทรทัศน์มากมาย

แม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วกว่าหนึ่งร้อยปี แต่คดีนี้ยังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก และยังคงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากซื้อทัวร์เดินชมบริเวณจุดเกิดเหตุในไวท์แชปเปิล

เมื่อปี 2006 ผลสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำขึ้นโดยบีบีซี ได้จัดให้แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ เป็นคนอังกฤษที่ชั่วร้ายที่สุดในรอบ 1,000 ปี

ฆาตกรต่อเนื่องยุคปัจจุบัน
ความโหดเหี้ยมของแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ทำให้สื่อนำฉายาของเขาไปตั้งชื่อเรียกฆาตกรต่อเนื่องที่มีรูปแบบการสังหารเหยื่อในลักษณะคล้ายกัน คือ "ชำแหละ" หรือ "หั่นศพ" เช่น เดอะ แคมเดน ริปเปอร์ 
(the Camden Ripper) ก่อเหตุระหว่างปี 2000-2002 และเดอะ ยอร์กเชียร์ ริปเปอร์ (the Yorkshire Ripper) ก่อเหตุระหว่างปี 1975-1980

ทั้งสองเป็นฆาตกรต่อเนื่องชาวอังกฤษที่มักเลือกเหยื่อเป็นหญิงโสเภณี ปัจจุบันทั้งคู่กำลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยที่ไม่มีสิทธิ์ขอรับการทำทัณฑ์บนให้ปล่อยตัวก่อนกำหนด ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยสิ้นเชิงในปี 1998
ไม่ประหาร แต่ไม่ปล่อยตัว
ส่วนในสหรัฐฯ ซึ่งยังมีโทษประหารอยู่ แต่ฆาตกรต่อเนื่องหลายคน เช่น เดอะ กรีน ริเวอร์ คิลเลอร์ (the Green River Killer) ที่ฆาตกรรมโสเภณีไปอย่างน้อย 49 คน และเดอะบีทีเค สแทรงเกลอ (the BTK Strangler) ที่สังหารเยื่อไป 10 คน ไม่ได้ถูกตัดสินประหารชีวิต แต่ศาลก็พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต โดยที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับการลดหย่อนโทษ หรือขอรับการทำทัณฑ์บนให้ปล่อยตัวก่อนกำหนด

วันเสาร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2560

The Smiling Man ชายลึกลับกับรอยยิ้มสุดสยอง


The Smiling Manชายลึกลับกับรอยยิ้มสุดสยองขวัญ -คุณเป็นคนหนึ่งใช่ไหม? 

ที่ใช้ชีวิตตอนกลางคืนในขณะที่คนอื่นเขากำลังนอนหลับ คุณเป็นอีกคนหรือเปล่า? 
ที่ชอบออกไปเดินเล่นนอกบ้านในยามค่ำคืน และถ้าเป็นแบบนั้น คุณเคยเจอใครบางคน ที่มีท่าทางแปลก ๆ มาคอยเดินตามคุณไปทุกหนทุกแห่งด้วยรอยยิ้มอันน่าสยดสยองกันบ้างไหม? เราจะขอเล่าเรื่องราวน่ากลัวของชายคนหนึ่ง ที่บังเอิญได้ไปพบกับบุคคลลึกลับท่าทางแปลกประหลาด ที่มาพร้อมกับรอยยิ้มอันวิปริต เที่ยวคอยเดินสะกดรอยตามเราจนขวัญผวา ว่าเรื่องนี้มันคืออะไรกันแน่?

เรื่องราวต้นฉบับของเรื่องเล่าโดยชายผู้นี้มีอยู่ว่า
"ห้าปีก่อน ผมอาศัยอยู่ในย่านดาวน์ทาวน์ ที่อยู่ในเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ชอบใช้ชีวิตในเวลากลางคืน มันก็เลยทำให้ผมค่อนข้างจะมีปัญหากับเพื่อนร่วมห้อง ที่ไม่ยอมใช้ชีวิตในเวลาเดียวกับผม มัวแต่นอนอยู่นั่น มันก็เลยทำให้ผมต้องต้องฆ่าเวลาด้วยการเดินไปมา คิดอะไรเล่นอยู่คนเดียวอยู่ข้างนอก สี่ปีแล้วที่ผมต้องใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ เดินคนเดียวตอนกลางคืน เดินจนไม่รู้สึกกลัวอะไรแล้ว

ซึ่งผมเองก็เคยอำเพื่อนว่าผมเป็นพวกค้ายาแห่งราตรีกาล แต่สุดท้าย ผมก็เฉลยไปว่ามันไม่มีอะไร วันนั้นเป็นวันพุธ ที่ไหนสักแห่งในช่วงย่ำรุ่ง ผมเดินอยู่ใกล้ ๆ ลานจอดรถของสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากอพาร์ทเมนท์ของผมสักเท่าไหร่ มันเป็นคืนที่ค่อนข้างจะเงียบเชียบ ทั้ง ๆ ที่เป็นกลางสัปดาห์แท้ ๆ มีรถติดอยู่บนถนนนิดหน่อย แต่บนทางเท้านี่ไม่มีใครเลย ที่จอดรถตอนนี้ก็ไม่มีใครมาจอดสักคัน

ผมเดินลงมาตามทางเดิน เพื่อจะย้อนกลับไปยังอพาร์ทเมนท์ของผม ตอนนั้น ผมสังเกตเห็นชายคนหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปตรงสุดถนน เงาตะคุ่ม ๆ ของชายคนนี้ดูราวกับว่าเขากำลังเต้นรำท่าแปลก ๆ อยู่ อาจจะเต้นจังหวะวอลทซ์ซะกระมั้ง
แต่ผมรู้สึกว่า เขากำลังจะค่อย ๆ ขยับตรงมาหาผมทีละก้าวด้วยท่าทางแปลก ๆ แบบนั้น

ท่าทางเขาน่าจะเมา ผมก็เลยกะว่าจะเขยิบตัวเพื่อหลีกทางให้เขาผ่านไปก่อนจะดีกว่า จนเขาก้าวเข้ามาใกล้ ๆ ผมถึงเริ่มสังเกตเห็น ว่าเขาขยับตัวด้วยท่าทางสวยงามมาก ๆ ชายคนนี้เป็นคนรูปร่างผอมสูง สวมเสื้อสูทเก่า ๆ ตอนนี้เขาค่อย ๆ เต้นรำขยับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนผมเห็นหน้าเขาชัดเจนแล้ว ดวงตาของเขาเบิกกว้างดูน่ากลัว เชิดหน้าแหงนมองไปบนท้องฟ้า ปากของเขายิ้มออกกว้างแทบจะฉีกถึงหู ถึงตรงนี้ผมก็เลยตัดสินใจข้ามถนนไปอีกฝั่ง ก่อนที่เขาจะขยับตัวเข้ามาใกล้ไปกว่านี้

ผมละสายตาจากชายคนนี้เพื่อจะได้ข้ามถนนไปก่อน จนเมื่อถึงฝั่งตรงข้ามแล้วผมจึงหันมองกลับมา  แต่แล้วผมก็ต้องชะงักไป เพราะชายคนนั้นก็หยุดเต้นรำเช่นกัน ตอนนี้เขายืนขาเดียวอยู่ตรงถนน หันหน้ามาทางผมทั้ง ๆ ที่ใบหน้าก็ยังคงเชิดขึ้นไปบนฟ้าอย่างนั้น และที่ปากของเขาก็ยังคงแสยะยิ้มอย่างน่ากลัวอยู่เช่นเดิม ตอนนี้ผมชักจะกลัวจริง ๆ เสียแล้ว ผมเริ่มเดินต่อไป สายตาก็มองเห็นว่าเขาไม่ขยับไปไหน จนห่างออกมาได้ระยะหนึ่ง ผมจึงบ่ายหน้าออกจากชายคนนี้เพื่อจะได้เดินต่อ ทางเดินข้างหน้าของผมตอนนี้ไม่มีใครแล้ว แต่ผมก็ยังคงระแวงอยู่ดี ผมเลยหันกลับไปทางทิศที่เขายืนอยู่อีกครั้ง  กำลังจะโล่งใจอยู่แล้วเชียว ถ้าผมไม่เห็นว่าตอนนี้เขาได้มาอยู่ที่ฝั่งเดียวกับผมแล้ว นี่เขาข้ามฝั่งมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย แล้วยังจะมาเต้นรำท่าแปลก ๆ แบบนั้นอีก ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ห่างจากผมขนาดไหน แต่ที่แน่ ๆ เขากำลังจ้องมองมาที่ผม

ผมค่อย ๆ หันหน้าหลบออกมา จนเวลาผ่านไปประมาณสิบวินาที ผมก็รู้สึกได้ว่าตอนนี้เขาขยับตัวเข้ามาหาผม ด้วยท่าเต้นรำแบบนั้นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ผมตกใจ ตอนนี้เขากำลังขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีก ด้วยสเต็ปท่าเต้นพิลึก ๆ แบบนั้น ถ้าเป็นตัวการ์ตูนนี่ ก็น่าจะเรียกว่าเสต็ปเทพได้เหมือนกัน

ผมอยากจะบอกให้รู้ว่าตอนนี้ ผมนี่วิ่งหนีสุดแรงเกิด นี่ถ้าผมพกสเปรย์พริกไทย หรือติดมือถือมาสักอย่างนะ ก็ผมดันไม่ได้พกมาสักอย่างเลยนี่สิ ผมเลยลองหยุดวิ่งดู ปรากฎว่าชายหน้ายิ้มคนนั้นก็หยุดเหมือนกัน ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากผมประมาณหนึ่งช่วงรถยนต์ และยังคงยืนเชิดหน้าแสยะยิ้มปีศาจใส่ผมอยู่แบบนั้น พอนึกขึ้นได้ ว่าผมควรจะพูดอะไร ออกมาบ้าง
ผมก็เลยตัดสินใจจะตะโกนถามชายคนนี้ไปว่า
“นายต้องการอะไรกันแน่?” ซึ่งก็กะว่าจะใช้น้ำเสียงเข้ม ๆ ให้รู้ว่าตอนนี้ผมโกรธแล้วนะ จะได้เกรงใจกันบ้าง แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เสียงที่ผมพูดออกมานั้นกลายเป็นเสียงครางยังกะแมว ด้วยความเคารพเลยครับ ผมว่าไม่มีใครรู้หรอกว่าตอนนี้ผมกลัวขนาดไหน ก็ตอนนี้ใครจะได้ยินเสียงของผม นอกจากผมได้ยินคนเดียวล่ะ นี่ยิ่งทำให้ผมกลัวหนักขึ้นไปอีก แถมชายคนนั้นก็ไม่ได้แสดงทีท่าอะไรนอกจากยืนนิ่ง ๆ 

แล้วยิ้มอยู่เหมือนเดิม และหลังจากความผิดพลาดของผมผ่านไปสักพัก เขาก็หมุนตัวอย่างช้า ๆ จากนั้นก็เริ่มขยับตัวทำสเต็ปเต้นสไลด์เท้าเดินจากไป แต่ก็นั่นแหละ ตอนนี้ผมไม่กล้าจะคลาดสายตาจากหมอนี่เสียแล้ว ผมเลยยืนมองเขาค่อย ๆ จากไปไกลเรื่อย ๆ จนไกลแทบจะลับสายตา แล้วอยู่ดี ๆ ผมก็รู้สึกได้บางอย่าง ว่าตอนนี้เขาหยุดขยับตัว ใช่.. เขาหยุดเต้น  แต่คราวนี้มันทำให้ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัวอีกครั้ง นั่นก็เพราะว่า เงาห่าง ๆ ของเขาตอนนี้ มันค่อย ๆ ดูใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ… 

ใช่แล้ว เขากำลังใกล้เข้ามา ตอนนี้เขาวิ่งเข้ามานั่นเอง ผมจึงตัดสินใจรีบเผ่นทันที
ผมวิ่งหนีมาอย่างบ้าคลั่ง จนหลุดออกไปนอกทางเดินตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พอได้สติ ผมก็รีบเดินกลับมายังจุดที่พอจะเห็นรถราวิ่งอยู่บ้าง พอลองหันกลับไปมองดูตอนนี้ก็ไม่มีใครแล้ว ผมจึงมุ่งหน้ากลับที่พัก แต่ก็ยังไม่วายที่จะหันกลับไปมองข้างหลังตัวเองอยู่ตลอด บอกตรง ๆ เลยครับ ผมกลัวว่าจะเห็นรอยยิ้มบ้า ๆ นั่นอีก แต่ยังไงตอนนี้มันก็จากไปแล้ว ผมยังอยู่ที่เมืองนี้มาอีก 6 เดือน ซึ่งหลังจากคืนนั้น ผมก็ไม่เคยคิดจะออกไปเดินเล่นแบบนั้นอีกเลย นั่นก็เพราะว่าข้างนอกนั้นมันมีอะไรบางอย่าง ใช่!! ใบหน้าแสยะยิ้มของเจ้าหมอนั่น มันทำเอาผมหลอนเสียเหลือเกิน เจ้าหมอนั่นมันคงไม่ใช่คนเมา แต่มันต้องเป็นคนบ้าแน่ ๆ และที่สำคัญก็คือ มันน่ากลัวมาก ๆ

"เดอะสมายลิ่งแมน" หรือ
"ชายใบหน้าแสยะยิ้ม"
เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าสยองขวัญที่พูดถึงชายลึกลับตัวสูงไม่พูด
ไม่จา คอยเดินสะกดรอยตามเหยื่อด้วยรอยยิ้มอันแสน
จะน่ากลัว โดยเรื่องนี้ถูกนำเสนอครั้งแรกโดยสมาชิกของเวบไซต์เรดดิทชื่อ “blue_tidal” ซึ่งอ้างว่า เรื่องนี้ก็คือเรื่องที่เขาเคยพบเจอมาจริง ๆ
ในช่วงที่เขาอาศัยอยู่ในเมืองซีแอทเทิล รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดยสมาชิกผู้นี้ได้โพสต์เรื่องเดอะสมายลิงแมนนี้ไว้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 2012 ในหมวด "/r/LetsNotMeet" ซึ่งเป็นหมวดเกี่ยวกับการเล่าเรื่องน่ากลัวที่พบในชีวิตจริงของสมาชิก โดยได้เปลี่ยนชื่อเมืองและรัฐที่เขาเคยอาศัยอยู่เป็นคำว่า เมืองใหญ่เมืองหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาแทน
เรื่องราวนี้มีผู้โหวตให้คะแนนมากถึง 1,300 โหวต และมีสมาชิกร่วมให้ความเห็นกันกว่า 170 ความเห็น

ต่อมาในวันที่ 23 เมษายน
ปีเดียวกัน บลูไทดัลก็ได้นำเรื่องนี้ไปโพสต์อีกครั้งไว้ที่หมวด "/r/nosleep" และคราวนี้เขาได้รับการโหวตมากกว่า 2,400 โหวต และความเห็นมากกว่า 350 ความเห็น ก่อนที่โพสต์ดังกล่าวจะถูกปิดไป 

และในวันที่ 18 พฤศจิกายน ก็ได้เกิดซับเรดดิทหมวด "/r/TheSmileingMan" ขึ้นมา  จากการสร้างของสมาชิกชื่อ "HeckToTheYeah65" เพื่อเอาไว้ใช้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวนี้โดยเฉพาะ

ในช่วงวันที่ 26 พฤศจิกายน
บลูไทดัลก็ได้เปิดหัวข้อ
“ask me anything” เพื่อเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาสอบถามเพิ่มเติม ที่นี่เขาก็ได้ยืนยันว่า
เรื่องราวนี้มันได้เกิดขึ้นมาจริง ๆ ในตอนดึกคืนวันหนึ่งที่ซีแอทเทิล วอชิงตัน

ในวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 มีสมาชิกของเวบเรดดิทชื่อ "Youdonotsay"
(ยู้ดฟอนอทเซย์) ได้โพสต์คำถามไว้ที่หมวด "/r/Askreddit" ว่า
“คุณเคยเจอหรือเห็นอะไรที่น่ากลัวสุด ๆ บ้างไหม ?” ต่อมามีสมาชิกชื่อ "danrennt98" 
เข้ามาตอบโพสต์ โดยอ้างอิงถึงเรื่องราวต้นฉบับของบลูไทดัล

วันที่ 5 สิงหาคม สมาชิกชื่อ "Paper-Snow-A-GHOST" ก็ได้โพสต์ในหมวดเดียวกันนี้อีกครั้งเพื่อถามสมาชิกท่านอื่นว่า “คุณเคยได้อ่านเจอเรื่องอะไรในเรดดิท ที่จริง ๆ แล้ว เขาน่าจะพูดถึงคุณบ้างไหม ?” 

และได้ก็มีสมาชิกชื่อ "ILL_Show_Myself_Out" เข้ามาตอบว่า ก็มีเรื่องเดอะสมายลิ่งแมนนี่แหละ ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเมาแล้วเดินเต้นไปยิ้มไป และยังเที่ยวแกล้งเดินสะกดรอยตามชายคนหนึ่งให้ตกใจกลัว โดยบอกอีกว่า เขาทำไปเพราะแค่นึกสนุก เดินตามหนุ่มโชคร้ายคนนั้นไป แถมยังแสยะยิ้มหลอกให้กลัวตลอดทางเลย ซึ่งในโพสต์นี้ก็มีบางคนออกมาบอกว่า เขาก็เคยแกล้งคนแบบนั้นเหมือนกัน
ไม่แน่ชัดว่าสมาชิกผู้นี้ จะแกล้งอำว่าตัวเองเป็นสมายลิงแมนคนนั้นจริง ๆ หรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ 

ในวันที่ 23 กรกฏาคม ค.ศ. 2013 ยูทูเบอร์ชื่อ ไมเคิล อีแวนส์ ได้อัพโหลดหนังสั้นของเขาไว้ในชื่อ 2AM ซึ่งเนื้อเรื่องนั้นก็คือ เดอะสมายลิ่งแมนของบลูไทดัลนั่นเอง และในวันนั้นไมเคิลก็ได้นำคลิปนี้ไปโพสต์ไว้ที่หมวด "/r/videos" ของเวบไซต์เรดดิทด้วย ถัดมาอีกสามสัปดาห์ คลิปหนังสั้นเรื่องนี้ก็มีผู้เข้าชมกว่า 1.65 ล้านวิว 
และปัจจุบันคลิปนี้ก็สามารถทำยอดเข้าชมได้ถึงเกือบห้าล้านวิวแล้ว โดยบลูไทดัลเจ้าของเรื่องก็ออกมาแสดงความเห็นว่าชอบมากอีกด้วย ไม่ว่าเรื่องราวเดอะสมายลิ่งแมนนี้ จะมีที่มาเป็นเรื่องจริงแบบไหนก็ตาม ตอนนี้มันก็ได้กลายเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าน่ากลัวระดับคลาสสิคบนเวบไซต์ครีบปี้พาสต้าไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน...

รายการบล็อกของฉัน

 hellomanman  happy-topay  invite-buying
 men-women-apparel diarylovemanman news-the-world
 homemanman alovemanman
 menmen-love
 ghost-in-manman  U.F.O.manman fishmanman
foodmanman  flowermanman herbs-in-manman
devilmanman herbs-in-manman manman clip