บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลิง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลิง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ลิงนรกส่งมาเกิด ช็อก ทัพลิงบุก จับทารกขว้างจากดาดฟ้าบ้าน ดับคาที่ ต่อหน้าพ่อแม่อินเดีย


ลิงนรกส่งมาเกิด ช็อก ทัพลิงบุก จับทารกขว้างจากดาดฟ้าบ้าน ดับคาที่ ต่อหน้าพ่อแม่อินเดีย

กองทัพลิงบุกดาดฟ้าบ้าน ขณะพาลูกวัย 4 เดือนมานั่งเล่นรับลม เคราะห์ร้ายพยายามพาลูกวิ่งหนีลงบันได แต่เกิดหลุดมือ จนลิงจับทารกและขว้างลงมาจากดาดฟ้า เสียชีวิตคาที่

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ปีที่แล้ว เดลี่เมลรายงานเกิดเหตุการณ์สุดสะเทือนใจ ทารกเพศชาย วัย 4 เดือนในรัฐอุตตรประเทศ ทางภาคเหนืออินเดีย ถูกกองทัพลิงจับโยนลงมาจากดาดฟ้าของบ้านที่เป็นตึกสูง 3 ชั้น 


จนทำให้ทารกเสียชีวิตสลดต่อหน้าต่อตาพ่อและแม่
จากการเปิดเผยของสองสามีภรรยาซึ่งเป็นพ่อแม่ของทารกวัย 4 เดือนเคราะห์ร้ายรายนี้ ซึ่งอาศัยอยู่ที่ หมู่บ้านดันกา หมู่บ้านชนบทห่างไกล ใกล้เมืองกับเมืองบาเรลี รัฐอุตตรประเทศ ทางภาคเหนือของอินเดีย เล่าเหตุการณ์ด้วยความเศร้าโศกที่ต้องสูญเสียลูกน้อยวัย 4 เดือนว่า พวกเขาได้เผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด ฝูงลิงมารุมล้อมขณะพาลูกน้อยวัย 4 เดือนมานั่งเล่นรับลมกันอย่างมีความสุขบนดาดฟ้าของบ้านเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา


สองสามีภรรยาบอกว่ามีกองทัพลิงจำนวนมากปีนขึ้นมาบนหลังคาดาดฟ้าของบ้านและล้อมพวกเขาเอาไว้อย่างน่ากลัว โดยหลังจากความพยายามจะไล่ฝูงลิงให้ออกไปให้พ้นไม่ประสบความสำเร็จ จึงทำให้สองสามีภรรยาซึ่งเพิ่งมีลูกคนแรก ได้ตัดสินใจพยายามวิ่งไปที่บันได เพื่อจะได้หนีฝูงลิง แต่แล้ว ‘นีรเดช’ สามี ซึ่งเป็นคนอุ้มลูกชายเกิดสะดุด จนเป็นเหตุให้ลูกน้อยหลุดจากมือ

ไม่กี่วินาทีต่อมา ได้มีลิงตัวหนึ่งในฝูงได้รีบเข้ามาจับเด็กทารก และโยนเขวี้ยงเด็กลงไปจากหลังคาดาดฟ้าของบ้านต่อหน้าต่อตาของสองสามีภรรยา

ในขณะที่สองสามีที่ต้องตกใจและเสียใจสุดขีดได้พยายามหาทางหนีลิงและสามารถกลับเข้าไปในบ้านได้ พวกเขาได้รีบลงไปชั้นล่างของบ้านเพื่อช่วยลูกน้อย แต่ต้องพบว่า ลูกได้เสียชีวิตแล้วในที่เกิดเหตุ


ตามรายงานข่าวระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอินเดีย กำลังสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงกำลังสอบปากคำสองสามีภรรยาคู่นี้เกี่ยวกับเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนี้ ในขณะที่ รัฐอุตตรประเทศ ถือเป็นรัฐที่เป็น ‘บ้าน’ ของ ‘ลิงวอก’ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จนทำให้ลิงวอกเหล่านี้ไปทั่วเมืองเล็กเมืองใหญ่ในรัฐได้อย่างอิสระเสรี

สวมชุดตัวหมีหลอกลิง วิธีจัดการกับลิง แบบ อินเดียสไตล์

วิธีจัดการกับลิง แบบ "อินเดียสไตล์"
ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอินเดีย มีปัญหากับฝูงลิงซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากเป็นประจำ ทางหมู่บ้านได้คิดค้นวิธีรับมือที่คาดไม่ถึงและได้ผลดี


มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งในประเทศอินเดียชื่อว่า หมู่บ้าน Sikandarpur ตั้งอยู่ในรัฐอุตตรประเทศของอินเดีย

หมู่บ้านแห่งนี้มีประชากรราว 5,400 คน และมีฝูงลิงอาศัยอยู่ราว 2,000 ตัว
หมู่บ้านแห่งนี้ ต้องเผชิญกับปัญหาฝูงลิงซึ่งมีจำนวนมาก บางครั้งฝูงลิงได้เข้่าทำร้ายคน ที่น่าเป็นห่วงก็คือเด็กๆที่ป้องกันตัวเองไม่ได้ ในบางครั้งลิงพวกนี้ถึงขนาดขว้างป่าวัตถุหรือก้อนหินใส่คนกันเลยทีเดียว

จนทางหมู่บ้านต้องหามาตรการแก้ไข
ทางหมู่บ้านได้ระดมความคิดกันว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร แต่ทุกวิธีการก็ล้มเหลวไปหมด

ซึ่งสาเหตุประการสำคัญคือ ลิงเป็นสัตว์ป่าที่ได้รับการคุ้มครองตามพ.ร.บ สัตว์คุ้มครอง การกำจัดลิงด้วยวิธีทำร้ายหรือทำลาย ถือว่าผิดกฎหมาย
ที่นี้... เอาไงดีล่ะ?


ไอเดียบรรเจิดได้เกิดขึ้น เมื่อมีการเสนอว่า ควรแก้ปัญหาด้วยการสวมชุดหมี 
ฟังไม่ผิดนะ ...ส ว ม ชุ ด ห มี...
โดยวิธีการก็คือ ให้ชาวบ้านแต่งตัวในชุดหมี เพื่อหลอกให้ลิงกลัว และออกไปจากบริเวณนั้น

ปรากฏว่า วิธีการนี้ได้ผลดี และถือเป็นแนวปฎิบัติที่ทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้ทำร้ายลิงแต่อย่างใด 
แค่ทำให้ลิงตกใจกลัว
เมิ่อเห็นว่าวิธีนี้ได้ผล ทางหมู่บ้านก็รุกคืบต่อ ถึงขั้นจัดชุดปฎิบัติ ผลัดเวรยามกันเลยทีเดียว

เจ้าหน้าที่ป่าไม้กำลังวางแผนไปเยือนหมู่บ้านเพื่อประเมินประสิทธิภาพของการปลอมตัวเป็นหมีเพื่อหลอกลิงของชาวบ้าน 

เขากล่าวตำหนิการขาดแคลนงบประมาณสำหรับหน่วยงานป่าไม้ที่ไม่สามารถทำให้ลิงอยู่ห่างจากแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์
ในรัฐอุตตรประเทศ ต้องต่อสู้กับประชากรลิงที่เพิ่มขึ้น สาเหตุหลัก เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าซึ่งเป็นการลดที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์ทำให้ฝูงลิงต้องอพยพไปยังเขตเมืองและชนบท เพื่อหาอาหาร


มีการวิจัยแล้วว่า ลิงเป็นพาหะของโรคพิษสุนัขบ้าซึ่งถือเป็นอันตรายมาก

บทลงโทษ 
ลิงถือเป็นสัตว์ที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ป่าปี 2515 ของอินเดีย ซึ่งการฆ่าลิงมีโทษถึงขั้น จำคุกไม่เกินเจ็ดปี

ในอดีตทางป่าไม้กับชาวบ้านแก้ปัญหาโดยการจับลิงและเอาไปปล่อยในป่า แต่ด้วยจำนวนประชากรลิงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว วิธีนี้จึงไม่ได้ผลมากนัก

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

The Monkey Man of Delhi

🐵The Monkey Man of Delhi
ใน เดือนพฤษภาคม ปี 2001 
มีรายงานประหลาดที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงอินเดียที่เมืองเดลี จู่ๆ ก็มีลิงที่รูปร่างประหลาด
จู่โจมคนในกลางดึก ลิงรูปร่างประหลาดนี้มีลักษณะ รูปลักษณะที่แตกต่างกันออกไป แทบไม่เหมือนกันเลยสักคน
ค้นหา
Custom Search
บ้างมาเป็นฝูงมีทั้งของแท้ของเทียม บางคนเห็นมันแต่งชุดขาวๆ พันผ้าพันแผลเหมือนมัมมี่ อีกคนบอกว่ามันแต่งชุดดำ
คนโน้นบอกว่ามันทาลำตัวด้วยสีน้ำเงิน คนโน้นก็บอกว่ามีขนรุงรังสีน้ำตาล ส่วนศีรษะนั้น บางคนบอกว่าเหมือนลิง 

บางก็ว่าสวมเกราะอีกที่หนึ่ง คนหนึ่งบอกว่ามันมีดวงไฟสีฟ้ากับสีแดงวูบๆ วาบๆ และดวงตามีสีแดงบ้าง สีเขียวบ้างแต่ที่ตรงกันทุกรายคือมันมีกรงเล็บเป็นโลหะสีแวววาว บางรายสรุปน่าจะเป็นมนุษย์ต่างดาวหรือหุ่นยนต์บังคับ 

ส่วนความสูงมันก็ก็มีหลายแบบ มีตั้งแต่ 137 ซ.ม. ไปจนถึง 183 ซ.ม. 
(สงสัยจะเป็นพ่อลูกมั้ง) ทั้งยังกระโดดสูงได้ เหาะได้ หายตัวได้ด้วย และพวกมันหยุดอาละวาดลงเมื่อมีเหตุฆ่ากันตายและมันก็ไม่กลับมาอีกเลย

มีผู้รู้หลายคนออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับลิงดาลีนี้ว่าน่าจะเป็นปรากฏการณ์ ภาพลวงตาหมู่ (MASS DELUSION)บ้างก็ว่าเป็นคนบ้าที่ หาทางออกจากความเก็บกดด้วยการแสดงอำนาจเหนือผู้อื่นส่วนนายแพทย์คนหนึ่งก็ พยายามอธิบายว่า

อาจเกิดขึ้นเพราะความตื่นตระหนกตื่นตูมโดยไม่พิจารณาให้ถ่อง แท้ก่อนและอาจเป็นต้นเหตุข่าวลือผิดๆ ถูกๆ นี้ได้
เช่นถ้าเราโยนถุงมือลงหน้าต่างแล้วร้องออกมาว่ามือลิงๆ ผลคือชาวบ้านตกใจกันโดยทั่วนอกจากนี้ยังมีอีกกระแสว่ามนุษย์ลิงเป็นเรื่องกุขึ้นโดยฝีมือสปายฝ่ายปากีสถานที่ต้องการทำลายความมั่งคงและความน่าเชื่อถือ ของรัฐบาลอินเดียหรือบางข่าวบอกว่าเป็นฝีมือของแก๊งกวนเมืองที่ลองฝีมือของ ตำรวจเดลีหรือไม่ก็เป็นสายลับปากีสถานที่พยายามก่อกวนอินเดีย ฯลฯ
จนบัดนี้ก็ไม่ได้คำตอบแต่อย่างใดเลย??
The Monkey Man of Delhi

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

คิงคองสัตว์กินพืชที่ปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้จึงสูญพันธุ์


👹“คิงคอง” เป็นสัตว์กินพืชที่ปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้จึงสูญพันธุ์
(ซ้าย) โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง “คิงคอง” ปี 1933 ลิงยักษ์ในจินตนาการซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกอริลลา เทียบกับ ไจแกนโธพิเธคัส ลิงยักษ์ที่สูญพันธุ์ไปเมื่อราวแสนปีก่อน ซึ่งลักษณะจะคล้ายกับอุรังอุตังมากกว่า
หลายคนคงรู้จัก “คิงคอง”
ลิงยักษ์หน้าตาเหมือนกอริลลาแต่เดินสองขาหลังตรงได้เหมือนคน แถมมีร่างกายใหญ่ยักษ์แตกต่างไปตามแต่เรื่องแต่ละตอน (ล่าสุดเห็นบอกว่าจะทำให้ตัวใหญ่เท่าก๊อดซิลลา)
ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นแค่สัตว์ประหลาดที่เกิดจากจินตนาการของคนเท่านั้น
แต่ลิงยักษ์ขนาดใหญ่ที่เคยอาศัยอยู่บนโลกใบนี้จริงๆ ก็มีขนาดใหญ่จนน่าทึ่งไม่แพ้กัน 
ลิงยักษ์ชนิดนี้ (ซึ่งพอจะเทียบได้ว่าเป็น “คิงคองในโลกของความเป็นจริง”)
นักวิทยาศาสตร์เขาตั้งชื่อให้ว่า “ไจแกนโธพิเธคัส“ (Giganthopithecus) สามารถโตเต็มที่ได้ขนาดสูงถึง 3 เมตร น้ำหนัก 270 กิโลกรัม ใหญ่กว่ากอริลลา สัตว์ตระกูลลิงขนาดใหญ่ที่สุดที่ยังไม่สูญพันธุ์ราวๆ 120 เซนติเมตร  และหนักกว่ากันเป็นร้อยกิโลกรัม
ไจแกนโธพิเธคัส เทียบกับขนาดของมนุษย์ 

🐒สัตว์ตระกูลลิงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตามหลักฐานทางธรณีวิทยาชนิดนี้มีถิ่นฐานอยู่ในแถบทวีปเอเชีย ถูกพบร่องรอยเป็นครั้งแรกในปี 1935
โดย กุสตาฟ ฟอน โคนิกส์วัลด์
(Gustav von Koenigswald) นักบรรพชีวินวิทยาชาวเยอรมันที่ไปพบฟันกรามของมันในร้านขายยาในประเทศจีน
ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “ฟันมังกร” โดยแพทย์แผนจีนเชื่อว่ามันเป็นยาที่สามารถรักษาได้หลายโรค และมันก็เป็นเพียงหลักฐานเดียวที่เคยถูกพบเกี่ยวกับลิงยักษ์พันธุ์นี้ ก่อนที่อีกหลายปีต่อมานักวิทยาศาสตร์จะได้พบฟันของมันเพิ่มเติมอีกหลายสิบชุดในหลายพื้นที่ของจีนตอนใต้ เวียดนาม อินเดีย รวมถึงประเทศไทย
ก่อนหน้านี้เคยมีการสันนิษฐานว่า ไจแกนโธพิเธคัสกินเฉพาะไผ่เป็นอาหาร แต่จากการศึกษาของ เอิร์ฟ โบเชเรนส์
(Herve Bocherens)
นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยทูบินเจน (University of Tubingen)
ในเยอรมนี ที่ทำการวิเคราะห์ฟันของมันที่พบในถ้ำแห่งหนึ่งในประเทศไทยพร้อมๆ กับฟอสซิลของสัตว์อื่นๆที่พบในบริเวณเดียวกัน ทำให้เขาได้ข้อสรุปว่า ไจแกนโธพิเธคัสน่าจะกินผลไม้เป็นส่วนใหญ่รวมถึงใบไม้และรากไม้ที่มีอยู่ในป่าดิบเท่านั้น ขณะที่สัตว์ชนิดอื่นๆที่พบในบริเวณเดียวกันกินอาหารที่หาได้จากทั้งในป่าดิบและทุ่งหญ้าสะวันนา

ผลการวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าภูมิประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้นมีส่วนที่ประกอบทั้งพื้นที่ที่เป็นป่าดิบและทุ่งหญ้าสะวันนา และเจ้าลิงยักษ์ตัวนี้ก็อาศัยอยู่ในป่าไม่ไกลจากทุ่งหญ้าสะวันนา แต่มันกลับมิได้ออกไปหาอาหารในทุ่งหญ้าเลยต่างจากสัตว์สายพันธุ์อื่นๆ ที่พบในพื้นที่เดียวกัน

ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่บวกกับการจำกัดประเภทของอาหารอย่างเข้มงวดนี่เอง เมื่อโลกเข้าสู่ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศอย่างรวดเร็วจนทำให้พื้นที่ป่าดิบลดลงอย่างมากเมื่อราวแสนปีก่อน เจ้ายักษ์ใหญ่สายพันธุ์นี้จึงสูญพันธุ์ไปเนื่องจากปรับตัวได้ไม่ทัน สถานการณ์ของไจแกนโธพิเธคัสจึงคล้ายๆ กับอุรังอุตังในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นญาติห่างๆ ของมันที่แต่ก่อนนี้ก็เคยมีอยู่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ปัจจุบันเหลือถิ่นอาศัยแค่เพียงป่าฝนในเกาะสุมาตราเท่านั้น
อย่างไรก็ดี อุรังอุตังมีขนาด
ตัวที่เล็กกว่าไจแกนโธพิเธคัสมาก และมันยังสามารถลดระดับการเผาผลาญพลังงาน (metabolism) ให้อยู่ในระดับต่ำๆ ได้ในฤดูกาลที่ผลไม้ขาดแคลน จึงทำให้มันยังคงเหลือรอดมาได้ในช่วงที่ป่าดิบลดพื้นที่ลงอย่างรวดเร็ว
อ้างอิง: “Why Earth’s Largest Ape Went"

รายการบล็อกของฉัน

 hellomanman  happy-topay  invite-buying
 men-women-apparel diarylovemanman news-the-world
 homemanman alovemanman
 menmen-love
 ghost-in-manman  U.F.O.manman fishmanman
foodmanman  flowermanman herbs-in-manman
devilmanman herbs-in-manman manman clip