บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระเจ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระเจ้า แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565

วิจัยปริศนาตัดเส้นประสาทรับรู้ทั้งหมดเพื่อให้มองเห็น สิ่งที่มองไม่เห็น..ติดต่อกับพระเจ้า


วิจัยปริศนา! ตัดเส้นประสาทรับรู้ทั้งหมดเพื่อให้มองเห็น “สิ่งที่มองไม่เห็น”

การทดลองเหนือธรรมชาติที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่

ในปี 1983 นักวิทยาศาสตร์ในซีกโลกตะวันตกได้ติดต่อชายผู้หนึ่งให้เข้าร่วมการทดลองที่จะเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล หากสมมติฐานที่ตั้งไว้นั้นเป็นความจริง การทดลองนี้ก็คือความพยายามในการติดต่อกับพระเจ้า โดยการทดลองครั้งนี้จะทำการทดลองด้วยวิธีการเค้นขีดจำกัดของมนุษย์เมื่อไม่สามารถจะได้ยิน มองเห็น สัมผัส รับกลิ่นหรือรสชาติใดๆ ตามสมมติฐานว่าการ
ที่จะรับรู้ถึงพระเจ้าได้นั้น มนุษย์จำเป็นที่จะต้องตัดสิ่งเร้าทั้งหมดออกไป


ผู้เข้าร่วมการทดลองนี้จะถูกมอบเงินก้อนใหญ่เพื่อทิ้งไว้ให้คนข้างหลัง ชายที่มาเข้าร่วมนั้นคือผู้ที่ประสบปัญหาทางด้านการเงินอย่างรุนแรง จึงยอมเสียสละมาเข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจเพื่อหวังจะทิ้งเงินก้อนสุดท้ายให้ลูกที่กำลังเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ในขั้นตอนแรกตัวอย่างทดลองจะถูกผ่าตัดเพื่อทำการตัดเส้นประสาทในการรับรู้ทั้งหมด หลังจากนั้นเขาจะถูกเฝ้ามองจากนักวิทยาศาสตร์เพื่อจดบันทึกพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด


หลังจากที่ถูกตัดเส้นประสาททั้งหมด ชายผู้นี้ไม่ต่างอะไรกับขอนไม้ที่พูดได้ ในแต่ละวันเขานอนนิ่งขยับตัวเฉพาะตอนที่กินอาหารเท่านั้น แต่จู่ๆ ในวันที่ 4 ชายผู้นี้ก็แสดงความผิดปกติออกมาด้วยการพูดคุยกับบางสิ่ง ชายผู้นี้เรียกบางสิ่งที่เขาพูดด้วยว่า “ที่รัก” ซึ่งนั่นก็คือภรรยาที่เสียไปหลายปี ชายผู้นี้มีน้ำเสียงดีใจในขณะพูดคุยและบางครั้งก็ร้องไห้พร่ำขอโทษในสิ่งที่เขาทำผิดพลาดไป การพูดคุยครั้งนี้กินเวลากว่า 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นเขาก็เงียบไปเป็นเวลาหลายวัน
หลังจากนั้นชายผู้นี้ก็เริ่มคุยกับสิ่งที่มองไม่เห็นอีกครั้ง จากบทสนทนาของเขาที่นักวิทยาศาสตร์ได้บันทึกไว้นั้นแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เขากำลังคุยด้วยนั้น เขาไม่รู้จักกันมาก่อน เนื้อหาที่คุยกันนั้นเป็นเรื่องราวของสถานที่ที่เรียกว่านรก ชายผู้นี้ถามว่าในนรกนั้นเป็นอย่างไรเหมือนกับในไบเบิลหรือไม่ ซึ่งหลังจากที่ชายผู้นี้ได้ถ่ายทอดให้กับนักวิทยาศาสตร์ก็ตรงกับเรื่องราวในไบเบิล


อาการของชายผู้นี้เริ่มผิดปกติเมื่อการทดลองย่างเข้าอาทิตย์ที่ 2 เขาเริ่มมีอาการคลุ้มคลั่งและทำร้ายตัวเองด้วยการวิ่งเอาหัวกระแทกกับกำแพง และพยายามกัดลงไปที่ข้อมือตัวเองจนเจ้าหน้าที่ต้องทำการฉีดยานอนหลับเพื่อให้สงบและมัดเข้ากับเก้าอี้ เมื่อฟื้นขึ้นมาก็อาละวาดอีก แต่ในระหว่างที่อาละวาดนั้น ชายผู้นี้จะตะโกนอยู่ประโยคเดียวว่า “เงียบสักที” อยู่เสมอ การอาละวาดของชายผู้นี้กินเวลากว่า 6 ชั่วโมง ในช่วงนี้นักวิทยาศาสตร์ต้องฉีดยาให้ทุกครั้งที่เขาตื่น


หลังจาก 6 ชั่วโมงของการอาละวาด อาการของชายผู้นี้ก็สงบลงไม่มีการอาละวาด เขานั่งนิ่งๆ ไม่เปล่งเสียงอะไรออกมา แต่จู่ๆ เขาก็หันหน้ามองไปที่นักวิทยาศาสตร์ ราวกับมองเห็นว่าอยู่ตรงไหน พร้อมกับเปล่งเสียงออกมาว่า 


“ผมได้พูดคุยกับพระเจ้า และท่านได้ทอดทิ้งพวกเรา” 

😁หลังจากนั้นไม่ถึง 5 นาที ชีพจรของชายผู้นี้ก็ได้หยุดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้นั้นถูกถกเถียงกันว่ามันคือเรื่องจริงหรือไม่ เพราะนอกจากบันทึกการทดลอง ภาพถ่ายบางส่วนและวิดีโอที่อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองถูกเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตก็ไม่พบหลักฐานใดๆ ที่ยืนยันการทดลองนี้ ซึ่งก็ยังคงเป็นความลับอยู่จนถึงปัจจุบัน

👉🏾มีคลิปประกอบบทความให้ชมด้วยนะครับผมได้ตัดต่อเอาไว้แล้ว


วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

ปีศาจสปาเกตตีลอยฟ้า Flying Spaghetti Monster พระเจ้าตามความเชื่อของ ลัทธิพาสตาฟาเรียน ซึ่งเป็นศาสนาที่มีอยู่จริง

ปีศาจสปาเกตตีลอยฟ้า Flying Spaghetti Monster พระเจ้าตามความเชื่อของ ลัทธิพาสตาฟาเรียน ซึ่งเป็นศาสนาที่มีอยู่จริง

👉🏿เป็นความเชื่อทางศาสนาที่แปลกๆหรืออีกชื่อหนึ่งว่าศาสนาหรือลัทธิที่แปลกประหลาด.. ศาสนาต่างๆบนโลกนี้มีหลากหลายความเชื่อส่วนใหญ่จะมีความเชื่อเรื่องพระเจ้ากับศาสนาที่ไม่สนใจเรื่องพระเจ้า แต่เชื่อในการ กราบไหว้รูปปั้นรูปเคารพ..

แต่มันก็เป็นอิสระเสรีในความเชื่อของแต่ละบุคคลที่จะเลือกปฏิบัติ...หรือมีอีกบ้างพวกที่ไม่นับถือศาสนาอะไรเลย...

อันนั้นมันเป็นสิทธิเสรีภาพของแต่ละคนครับจะมาบังคับหรือว่ามายัดเยียดให้คนนับถือศาสนานั้นชนะศาสนานี้ไม่ได้
มันคือความพอใจของแต่ละบุคคล

แต่วันนี้จะนำเสนอความเชื่อในศาสนาที่แปลกๆคือ ศาสนาหรือลัทธิพาสตาฟาเรียนซึ่งนับถือปีศาจสปาเกตตีลอยฟ้า (อังกฤษ: Flying Spaghetti Monster หรือมักเรียกโดยย่อว่า FSM) เป็นพระเจ้าตามความเชื่อของ ศาสนจักรปีศาจสปาเกตตีลอยฟ้า หรือ ลัทธิพาสตาฟาเรียน ซึ่งเป็นศาสนา

ที่มีอยู่จริง

👉🏿ก่อตั้งโดยบ็อบบี เฮนเดอร์สัน เพื่อต่อต้านมติของคณะกรรมการการศึกษาของรัฐแคนซัส ที่บังคับให้โรงเรียนในสังกัดสอนทฤษฎีผู้สร้างอันชาญฉลาดควบคู่ไปกับทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินในวิชาชีววิทยา เฮนเดอร์สันเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการฯ มีใจความว่า

เขาเชื่อว่าโลกและจักรวาลถูกสร้างโดยพระเจ้าที่มีรูปร่างคล้ายสปาเกตตีและลูกชิ้นสองก้อน ซึ่งเขาเรียกว่า "ปีศาจสปาเกตตีลอยฟ้า" และเรียกร้องให้โรงเรียนในรัฐแคนซัสสอนทฤษฎีการสร้างโลกของเขาเช่นกันเพื่อความเท่าเทียมกัน เช่นเดียวกับการที่ทางคณะกรรมการฯ ได้กล่าวไว้ว่าการเรียนการสอนระหว่างทฤษฎีวิวัฒนาการและทฤษฎีผู้สร้างอันชาญฉลาดควรจะมีความเท่าเทียมกัน

ซึ่งโดยนัยแล้ว เขาแสดงให้เห็นว่าทฤษฏีผู้สร้างอันชาญฉลาดเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ผิดกับปีศาจสปาเกตตีลอยฟ้าเลย

ข้อมูลเบื้องต้น ปีศาจสปาเกตตีลอยฟ้า, ศูนย์กลางของลัทธิ ...

กิจกรรมของลัทธิพาสตาฟาเรียนในกรุงวอชิงตัน

ปีศาจสปาเกตตีลอยฟ้าประดิษฐ์ด้วยมือ

ป้ายชื่อทหารสหรัฐอเมริกา ระบุศาสนา "Atheist/FSM"
หลังจากเฮนเดอร์สันเผยแพร่จดหมายดังกล่าวบนเว็บไซต์ของเขา FSM ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางอินเทอร์เน็ตและเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านการสอนทฤษฎีผู้สร้างอันชาญฉลาดในโรงเรียนของรัฐ "ความเชื่อ" ของพาสตาฟาเรียนล้วนล้อเลียนมากจากแนวความเชื่อในศาสนาเกี่ยวกับผู้สร้างโลก ความเชื่อเหล่านี้เผยแผ่ในเว็บไซต์ของเฮนเดอร์สัน Church of the Flying Spaghetti Monster ซึ่งเขาถือเป็นผู้ประกาศพระวรสาร และใน The Gospel of the Flying Spaghetti Monster เขียนโดยเฮนเดอร์สันและตีพิมพ์ใน ค.ศ. 2006 โดย Villiard Press

เชื่อแกนหลักคือปีศาจอัจมองไม่เห็นและไม่อาจตรวจจับได้เป็นผู้สร้างจักรวาล โจรสลัดเป็นชาวพาสตาฟาเรียน (เป็นการรวมคำ พาสต้าและRastafarian เข้าด้วยกัน) พวกแรก เฮนเดอร์สันเชื่อว่าการลดลงของโจรสลัดทำให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อน ชุมชน FSM รวมตัวกันที่เว็บไซต์ของเฮนเดอร์สันเพื่อแบ่งปันความคิดและสร้างสรรค์ผลงานเกี่ยวกับ Flying Spaghetti Monster

เนื่องด้วยความโด่งดังและเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป ปีศาจสปาเกตตีลอยฟ้า เป็นตัวอย่างยุคใหม่ของ Russell's teapot ข้อโต้เถียงทางปรัชญาที่กล่าวว่าการพิสูจน์เป็นหน้าที่ของผู้สร้างข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีทางแสดงให้เห็นได้ว่าเท็จ หาใช่หน้าที่ของของผู้ที่ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว

แม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว FSM จะได้รับการชื่มชมและได้รับการยอมรับจากชุมชนทางวิทยาศาสตร์ FSM มักถูกวิพากษ์โดยผู้สนับสนุนปรัชญาผู้สร้างอันชาญฉลาด ผู้อ้างตนว่าเป็นพาสตาฟาเรียนได้มีส่วนในข้อพิพาททางศาสนาหลายครั้ง รวมถึงครั้งหนึ่งในรัฐฟลอริดาซึ่งมีการแสดงละครล้อเลียนเพื่อไม่ให้โรงเรียนในท้องถิ่นกำหนดกฎใหม่ในการสอนทฤษฎีวิวัฒนาการ

วันสำคัญ

ชาวพาสตาเรียนได้กำหนดให้ทุกวันศุกร์เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ ทุกบทอธิษฐานในศาสนจักรนี้จะลงท้ายด้วยคำว่า "ราเมน" ซึ่งมีนัยยะล้อเลียนคำว่า อาเมน ในศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์ และยังสื่อถึง "ราเม็ง" เพื่อสื่อซึ่งถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่นักเรียนนักศึกษานิยมรับประทาน

ช่วงเทศกาลคริสต์มาส ฮานุคคาห์ และควันซา ชาวพาสตาเรียนจะฉลองวันหยุดที่เรียกว่า "Holiday" ซึ่งในแต่ละครั้งจะไม่กำหนดวันที่แน่นอน เพราะชาวพาสตาเรียนไม่นิยมสิ่งที่เป็นคำสอนต้องเชื่อหรือลัทธิพิธีการใด ๆ ไม่มีข้อกำหนดที่ต้องทำเป็นพิเศษ แต่จะฉลอง Holiday ตามที่จะพอใจทำ มีการฉลอง "พาสต์โอเวอร์" เพื่อล้อเลียนพิธีปัสคา (Passover) ในศาสนาคริสต์ และฉลอง "ราเม็งดัน" เพื่อล้อเลียนเดือนเราะมะฎอนของศาสนาอิสลาม

ชาวพาสตาเรียนยังถือว่าการที่คนหันมาอวยพรกันว่า "สุขสันต์ฮอลิเดย์" มากขึ้นแทนการอวยพรเดิม (เช่น สุขสันต์วันคริสต์มาส) ถือเป็นการสนับสนุนลัทธิพาสตาเรียน ในเดือนตุลาคมปี ค.ศ. 2005 บัตรอวยพรวันคริสต์มาสจากทำเนียบขาวสมัยจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้อวยพรให้ประชาชนสุขสันต์ "holiday season" เฮนเดอร์สันจึงเขียนบันทึกส่งไปขอบคุณ มีรูปปลากำลังวาดปีศาจสปาเกตตีลอยฟ้าเอาไว้ติดรถลีมูซีนหรือเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เฮนเดอร์สันยังขอบคุณถึงร้านวอล-มาร์ตที่ใช้วลีนี้เช่นเดียวกัน

การใช้ในข้อโต้แย้งทางศาสนา

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2011 Niko Alm ผู้ไม่นับถือศาสนาชาวออสเตรียได้รับสิทธิ์ตามกฎหมายให้ถ่ายรูปติดใบอนุญาตขับขี่โดยสวมกระชอนพาสต้าไว้บนศีรษะ หลังจากที่เขาได้ใช้เวลาสามปีในการแสดงให้เห็นว่าเขามีจิตประสาทดีพอที่จะขับรถได้ เขาได้จุดประกายความคิดนี้เมื่อเห็นว่าข้อบังคับของออสเตรียยอมให้มีการปกคลุมศีรษะในภาพถ่ายอย่างเป็นทางการหากสวมใส่ด้วยเหตุผลทางศาสนา

👉🏾บทสรุปสุดท้ายไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาอะไรหรือว่าคุณจะไม่นับถือศาสนาอะไรเลยก็ตาม...แต่มีสิ่งเดียวที่คุณจะต้องปฏิบัติคือทำความดีไม่ทำความชั่วแค่นั้นก็พอแล้ว

วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2565

คดีฆาตกรรมสยองแม่บ้านปีศาจ แห่ง ฟูกุชิมะ ..เมื่อคนธรรมดา กลายมาเป็น พระเจ้า !!

คดีฆาตกรรมสยองแม่บ้านปีศาจ แห่ง ฟูกุชิมะ ..เมื่อคนธรรมดา กลายมาเป็น พระเจ้า !!

เมื่อแม่บ้านธรรมดากลายมาเป็นพระเจ้า !!!

ชิซาโกะ ( นามแฝง ) เป็นผู้หญิงธรรมดาทั่วไปแบบที่เราพบเจอมากมายในญี่ปุ่น เมื่อว่างจากงานบ้าน การดูแลลูกๆ และสามี ชิซาโกะก็จะออกไปขายเครื่องสำอางให้พวกแม่บ้านที่เลี้ยงลูกอยู่บ้านเฉยๆ

เธอเป็นคนช่างพูด คุยสนุก โน้มน้าวใจเก่ง เธอมีทักษะพิเศษในแบบที่คนค้าขายเก่งๆ มีนั่นแหละ #จึงทำให้ชิซาโกะเป็นที่สนิทสนมและไว้ใจในบรรดาแม่บ้านหลายๆคน

มีปีหนึ่ง เธอและสามีถูกชักจูงเข้าพวกกลุ่มพวกลัทธิที่ใช้ฝ่ามือในการรักษาสิ่งต่างๆ ในลักษณะการทำ " โยเร " สองผัวเมียงมงายกับลัทธินี้มาก แต่ไม่นานสามีของเธอก็หนีไปกับสาวสวยชาวลัทธิคนหนึ่ง เธอเสียใจจนถึงขั้นไม่กลับไปที่ลัทธิอีกเลย

ชิซาโกะ กลับมาขายเครื่องสำอางเหมือนก่อนหน้า 

จนวันนึงแม่บ้านที่เป็นลูกค้าประจำของเธอบ่นเรื่องปวดหลังให้ฟัง ชิซาโกะจึงลองใช้ฝ่ามือรักษาในแบบที่เห็นในลัทธิ ผลก็คือ แม่บ้านคนนี้รู้สึกดีขึ้น และบอกว่าชิซาโกะเป็นผู้มีพลังวิเศษแน่ๆ

🧔ข่าวลือกระจายไปไกลและไวเหมือนเชื้อโคโรน่าไวรัสในยามนี้

ไม่นาน จากแม่บ้านที่เดินขายเครื่องสำอางตามบ้านเพื่อยังชีพ เธอกลายเป็นผู้วิเศษที่มีพลังรักษาทุกอาการบนโลกนี้ได้โดยใช้เพียงฝ่ามือโยเร

😳จากปากสู่ปาก

แม่บ้านที่เคยเป็นลูกค้าเครื่องสำอาง หลงเชื่อหลงเป็นเหยื่อเธอหลายคน ซ้ำยังแนะนำบอกต่อคนอื่นๆ ที่ตัวเองรู้จักให้มาหาชิซาโกะเพื่อให้รักษาอาการเจ็บป่วย

🙋จนในที่สุดชิซาโกะก็ตั้งสำนักร่างทรงที่บ้าน

อันที่จริง ชิซาโกะไม่ได้มีพลังวิเศษบ้อบออะไรทั้งนั้น การที่หลายคนดีขึ้น นั้นอาจจะเป็นผลทางจิตใจ เหมือนเวลาเรากินยาหลอกแล้วรู้สึกดีขึ้นนั่นแหละ



และสำหรับรายที่ไม่ดีขึ้น ชิซาโกะจะบอกว่า " เพราะคนพวกนั้นถูกปิศาจจิ้งจอกเข้าสิงและกัดกินข้างใน ก็เลยทำให้ไม่ดีขึ้น "

เอโกะ เป็นแม่บ้านอีกคนหนึ่งที่งมงายในพลังของชิซาโกะอย่างหมดใจ อย่างไม่มีข้อสงสัยใดใด เอโกะขนทุกคนในบ้านมาที่สำนักของชิซาโกะ ทั้งพี่สาว ทั้งสามี รวมถึงลูกๆ เธอกลายมาเป็นสาวกอันดับหนึ่งของชิซาโกะ

และเอโกะ ยังชวน บีโกะ เพื่อนรักให้มาเป็นสาวกคอยอุทิศตนช่วยเหลืองานของชิซาโกะอีกด้วย บีโกะมาที่สำนักพร้อมลูกสาวและแฟนหนุ่มของลูกสาว

แต่ทันทีที่ชิซาโกะเจอหน้าชายหนุ่มที่เป็นแฟนของลูกสาวบีโกะ เธอก็ตกหลุมรักทันที เธอปฏิบัติกับเขาเป็นพิเศษจนหลายคนรู้สึกแปลกๆ

หลังจากนั้น ชิซาโกะก็บอกให้ลูกสาวของบีโกะเลิกกับชายหนุ่ม เธอไม่คู่ควร เพราะเขานั้นถูกส่งมาเพื่อให้ทำภารกิจรับใช้ชิซาโกะ

ลูกสาวของบีโกะไม่ยอม ชิซาโกะจึงทุบตีทำร้ายเธอจนสาหัส และบอกกับทุกคนว่า ลูกสาวของบีโกะถูกปีศาจจิ้งจอกเข้าสิง



👉สุดท้ายชิซาโกะก็ได้ชายหนุ่มมาครอบครอง

และเพราะเขาเป็นหนุ่มหน้าตาดี จึงทำให้ชิซาโกะรู้สึกหึงหวงอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีสาวกหญิงคนไหนมามองหรือทำท่าสนใจชายหนุ่ม เธอจะทำร้ายและทรมาน เช่น ขังไว้ให้อดข้าว ให้สาวกคนอื่นรุมทำร้ายทุบตี เอาไม้ฟาด เอาน้ำร้อนราด เอาของมีคมกรีดตามตัว ฯลฯ โดยทุกทีเธอจะอ้างว่าทำเพราะต้องการขับไล่ปิศาจจิ้งจอกที่เข้าสิงในสาวกคนนั้นๆ

💁ชิซาโกะเริ่มเสพติดการทำร้ายผู้คน

ในสำนักเธอเหมือนเป็นพระเจ้า ที่จะสั่งใครทำอะไรก็ได้ หรือเธออยากจะทำร้ายใครก็ทำได้สบายโดยเหยื่อไม่ตอบโต้ ไม่มีใครขัดขืนหรือกังขาคำสั่งของเธอสักคน

และส่วนมากคนที่ถูกทำร้ายก็จะเป็นผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงสวยๆ ชิซาโกะที่หึงและกลัวทุกคนจะมาแย่งผู้ชายของเธอ เธอก็จะชิงทำร้ายผู้หญิงพวกนั้นก่อน


สาวสาวกหลายคนถูกเธอทำร้ายบาดเจ็บรุนแรง แต่ก็ไม่มีสักคนแจ้งความ ทุกคนยังคงเชื่อและศรัทธาเธอทุกอย่าง

" ความเชื่อที่โง่เง่า จะนำพาเราลงนรกโดยไม่รู้ตัว "

👬ในที่สุดก็ถึงคิวเอโกะศิษย์รัก เธอเค้นให้เอโกะสารภาพว่าแอบชอบชายหนุ่มของเธอใช่หรือไม่ ถึงเอโกะจะปฏิเสธยังไงชิซาโกะก็ไม่ฟัง เธอจับเอโกะทรมาน สุดท้ายเอโกะเลยต้องยอมพูดว่าเธอแอบรักชายหนุ่ม

🤹ชิซาโกะโกรธจนสติแตกและตรงเข้าทำร้ายทุบตีเอโกะจนเลือดอาบ เธอด่าเอโกะว่านังคนทรยศๆ ทุบตีเอโกะไม่หยุดท่ามกลางสายตาของบรรดาสาวก #จนเอโกะสลบไป

🙇ชิซาโกะลากร่างของเอโกะไปไว้ที่ห้องด้านหลังโดยไม่ดูดำดูดี ไม่รักษา หรือให้อาหาร ไม่นานเอโกะก็เสียชีวิต

หลังจากเอโกะตาย ชิซาโกะบอกทุกคนว่าเอโกะไม่ได้ตายที่ตายคือปีศาจจิ้งจอก วิญญาณเธอจะกลับเข้าร่างในอีกไม่ช้า แค่เก็บร่างของเธอเอาไว้แบบนี้

ก่อนที่เอโกะจะตาย สามีของบีโกะได้พยายามจะช่วยชีวิตเธอและนำเธอออกไป เขาจึงถูกชิซาโกะและสาวกรุมฆ่า ( ในตอนนั้นสาวกที่ช่วยชิซาโกะฆ่าและทำร้ายทุกคนคือ ลูกสาวของชิซาโกะ , ชายหนุ่มชู้รัก , สามีของเอโกะ )

ร่างของเอโกะและสามีของบีโกะถูกจัดให้นอนในห้องด้านในสุดของสำนัก และทิ้งไว้แบบนั้นจนศพเน่า

👉เหยื่อคนที่ 3 ที่เสียชีวิต คือลูกสาวของบีโกะ

หลังจากถูกทำร้ายเธอไม่ได้มาที่สำนักนานมาก แต่พอรู้จากแม่ว่าพ่อตายแล้ว เธอก็มาอาละวาดโวยวายและด่าทอชิซาโกะ รวมทั้งอดีตแฟน เธอจึงถูกพวกมันทำร้ายทุบตีจนเสียชีวิตไปอีกคน

หลังจากทั้งลูกสาวและสามีตาย บีโกะเสียใจจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอกรีดร้องเหมือนคนบ้า และตรงเข้าทำร้ายทุกคนในสำนักอย่างไม่กลัวใครหน้าไหนอีกแล้ว

👉สุดท้ายบีโกะถูกฆ่าตายเป็นรายที่4

🧟ความตายทุกครั้งเกิดขึ้นท่ามกลางการรับรู้ของเหล่าสาวก

ร่างของทุกคนที่ตาย ถูกนำไปวางไว้ในห้องรวมกัน ชิซาโกะบอกสาวกว่า " คนเหล่านี้ไม่ได้ตาย เมื่อถึงเวลาพวกเขาจะฟื้นขึ้นมา " ไม่น่าเชื่อว่าสาวกโง่เง่าพวกนั้นเชื่อเธออย่างไม่ลังเลสงสัยอะไร

ทุกคนยังทำตัวเป็นปกติ ไม่ได้โวยวายหรืออะไรสักอย่าง ก็ยังคงมาทำพิธีกรรมหรือมารับใช้ชิซาโกะที่สำนักเป็นปกติ ทั้งๆที่ลึกเข้าไปในห้องด้านในของสำนัก มี 4 ศพนอนเรียงกันอยู่

👉เหยื่อรายที่5และ6

ทั้งคู่เป็นพ่อลูกกัน พ่อคนนึงได้พาลูกสาวที่ป่วยเป็นหอบหืดมารักษากับชิซาโกะ และเพราะตัวลูกสาวเป็นคนที่สวย สวยมากๆ สวยจนชิซาโกะรู้สึกหึงหวงและทนไม่ได้ แทนที่จะรักษาอาการเธอก็เลย " ฆ่าทิ้ง " เสียเลย

นอกจากฆ่าลูกสาว พ่อที่เป็นคนพามาก็ถูกฆ่าด้วยเช่นกัน

6ชีวิตในระยะเวลา 4 เดือน

ทุกศพถูกปล่อยให้นอนเน่าเปื่อยอยู่ในห้องด้านหลังของสำนักทรงเจ้าแม่ชิซาโกะ ร่างทรงขับไล่สิ่งชั่วร้ายด้วยฝ่ามือโยเร

เพราะเป็นการตั้งสำนักขึ้นมาอย่างผิดกฏหมาย เพื่อหลอกลวงและทำร้าย รวมทั้งฆ่าคนตายไปหลายคน ในที่สุดสำนักของชิซาโกะก็ถูกบุกจับโดยเจ้าหน้าที่ ในตอนนั้นค่อนข้างที่จะเป็นข่าวดัง เพราะชิซาโกะมีสาวกอยู่มากมาย รวมทั้งหลายคนก็เป็นคนที่มีชื่อเสียง

- จากในทุกความผิดที่ชิซาโกะก่อ ศาลจึงได้สั่งประหารชีวิตเธอในที่สุด ( เธอถูกประหารโดยการแขวนคอในปี 2012 )

- ส่วนแฟนของเธอ ( ที่แย่งเขามา ) และลูกสาวที่คอยเป็นลูกมือร่วมกันทำร้ายเหยื่อ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

- สามีเอโกะถูกตัดสินจำคุก 18 ปี โทษฐานช่วยเหลือและร่วมปิดบัง

ประเด็นมันอาจจะไม่เกี่ยวกับโยเร หรืออะไรนะ มันเกี่ยวกับ ความเชื่อ สติปัญญา ที่จะคิด วิเคราะห์ แยกแยะมากกว่า

📍 ในเรื่องชื่อคนเยอะนิดนึง อาจจะงงๆ นิดหน่อย ( ทุกคนใช้นามแฝง )

ของไทยแนวนี้หลอนๆ น่าจะเป็นเคส

🙅เชือดลูกบูชายัญพระอาทิตย์ หรือที่ร่างทรงข่มขืนลูกหลายๆคนใช่ไหม

ในความเชื่อบางครั้งถ้ามันกลายเป็นความงมงายมันทำร้ายคนได้จริงๆนะ

howling ghosts

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

จริงหรือ เมื่อนักวิทย์ชื่อดังสรุป โลกเราถูกสร้างโดยพระเจ้า’


ถ้าหากบอกว่า มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งบอกว่า “พระเจ้ามีอยู่จริง” คุณอาจคิดว่านักวิทยาศาสตร์คนนั้นเพี้ยนก็เป็นได้ แต่ถ้าหากเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับระดับโลกเป็นคนพูดเองล่ะ ?

ดร. มิชิโอะ คะกุ นักฟิสิกส์ลูกครึ่งญี่ปุ่น-อเมริกัน ที่เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน จากผลงานหนังสือ Hyperspace ที่เป็น Best Seller ในอเมริกา และได้รับเลือกจาก The New York Times ในปี ค.ศ. 1994 และ The Washington Post และยังมีผลงาน Parallel Worlds ที่ทำให้ได้รับรางวัล Samuel Johnson Prize ในปี 2005

และนอกจากนั้น ยังมีหนังสืออีก 3 เล่มที่ได้รับการยืนยันจาก The New York Times ให้เป็น Best Seller อีกด้วย แถมยังเป็นวิทยากรให้กับรายการสารคดีชื่อดังอีกมากมายอย่าง BBC, Discovery Channel, History Channel และ Science Channel ซึ่ง ดร.คะกุ คนนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน


มาพูดถึงสิ่งที่ ดร.คะกุกล่าวอ้างเกี่ยวกับ ‘พระเจ้ากัน’ ซึ่ง ดร.คะกุเรียกสิ่งนี้ว่า “Primitive Semi – Radius Tachyons “ หรือแปลเป็นไทยตรงๆ ว่า “กึ่งบรรพกาล – รัศมีแทคคิออน” 


 คือ อนุภาคที่เคลื่อนที่เร็วกว่าแสง แต่ปัจจุบันยังไม่มีการค้นพบอย่างเป็นทางการ ซึ่งมันมีศักยภาพในการถอดรหัสจักรวาล หรือ สูญญากาศในอวกาศระหว่างอนุภาคต่างๆ ที่ทิ้งทุกอย่างเป็นอิสระจากอิทธิพลโดยรอบของจักรวาล โดยหลังจากการทดสอบแล้ว ดร.คากุสรุปได้ว่า เราอาศัยอยู่ใน “แมทริกซ์” 


“ผมขอสรุปว่า เราอยู่ในโลกที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกฏต่างๆ โดยภูมิปัญญาอย่างหนึ่ง” เขายืนยัน “เชื่อผม ทุกสิ่งที่เราเรียกว่าบังเอิญวันนี้ มันจะไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป”

“สำหรับผม มันชัดเจนว่า เราอยู่ในแผนการหนึ่ง ที่ถูกปกครองโดยกฏต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้น ถูกออกแบบขึ้น โดยภูมิปัญญาหนึ่งในจักรวาล และมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”


ทฤษฎีของ ดร.คะกุ ดูเหมือนจะเป็นการบอกทุกคน ว่า จริงๆ แล้วโลกของเราถูกสร้างขึ้นมาจากสิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็น ‘พระเจ้า’ ก็เป็นได้

ซึ่งแน่นอนว่าข้อมูลดังกล่าวได้สร้างความปั่นป่วนให้กับชุมชนวิทยาศาสตร์ เพราะ ดร.คะกุ ถือเป็นนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญคนหนึ่งของโลกในปัจจุบันนี้ และยังเป็นหนึ่งในผู้สร้างและนักพัฒนาทฤษฎีสตริง ซึ่งเกี่ยวข้องกับโลกคู่ขนานอีกด้วย
แล้วคุณล่ะ เชื่อว่าโลกใบนี้ก่อเกิดขึ้นมา
ด้วยความบังเอิญ หรือว่ามีใครที่อยู่เบื้องหลังดินแดนที่สุดแสนมหัศจรรย์บนจักรวาลแห่งนี้กันแน่

รายการบล็อกของฉัน

 hellomanman  happy-topay  invite-buying
 men-women-apparel diarylovemanman news-the-world
 homemanman alovemanman
 menmen-love
 ghost-in-manman  U.F.O.manman fishmanman
foodmanman  flowermanman herbs-in-manman
devilmanman herbs-in-manman manman clip