บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สหรัฐอเมริกา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สหรัฐอเมริกา แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564

สยองคนงานทุบตึก เจอฟัน1000 ซี่ ร่วงพรูจากผนัง สยองขวัญ นี่มันฟันใคร

สะพรึง ! คนงานก่อสร้างทุบตึกเจอฟันมนุษย์กว่า 1,000 ซีร่วงพรูออกมาจากซอก ทำเอาขวัญผวารับวันฮาโลวีน ด้านผู้เชี่ยวชาญเผย ตึกนี้เคยเป็นคลินิก อาจเป็นฟันคนไข้ที่หมอฟันสะสมไว้ในอดีต 
            
ค้นหา
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คนงานก่อสร้างกลุ่มหนึ่งได้เข้าไปทำงานปรับปรุงอาคารทีบี คอนเวิร์ส ตั้งอยู่ในเมืองวัลดอสตา ทางตอนใต้ของรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา การทำงานทุกอย่างคืบหน้าไปด้วยดีและไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งมาถึงตอนที่คนงานเริ่มทุบผนังห้องบนชั้นสอง ความสนุกก็บังเกิดขึ้น... เมื่อผนังถูกกระเทาะจนเป็นรู บางสิ่งบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ข้างในร่วงพรูออกมากองใหญ่...
           
ตอนแรกคนงานคิดว่ามันคงเป็นเศษอิฐเศษหิน หรืออะไรทำนองนั้น แต่เมื่อพวกเขาจ้องมองดูให้ชัด ๆ ทุกคนก็เป็นอันขนหัวลุกซู่ เพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้าไม่ใช่เศษปูน แต่มันคือ ฟันของมนุษย์จำนวนมาก ! 
           
จากการรายงานของเว็บไซต์เดลี่เมล เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2561 ระบุว่า ฟันมนุษย์กองนี้ มีจำนวนมากกว่า 1,000 ซี่ มันถูกซุกซ่อนอยู่ในซอกกำแพงและมีปูนปลาสเตอร์ฉาบทับเอาไว้ ไม่มีใครรู้ว่ามันคือฟันของใครบ้าง แต่ที่มาที่ไปของมันก็น่าจะพอเดาได้ เพราะก่อนหน้านี้ในอดีต เมื่อกว่า 100 ปีก่อน อาคารแห่งนี้เคยเป็นที่ทำการคลินิกทันตกรรมของหมอฟัน 2 คน 
 
โดยแฮร์รี อีแวนส์ นักวิจัยประจำพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์สังคม ลอว์นเดส เคาน์ตี เปิดเผยว่า หมอฟันคนแรกที่อาศัยอยู่ในอาคารทีบี คอนเวิร์ส คือ ดร.แคลร์เรนส์ วิททิงตัน โดยเขาเริ่มเข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่มันเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ ช่วงปี 2443 หรือประมาณ 118 ปีที่แล้ว
        
ต่อมาในปี 2454 ดร.เลสเตอร์ จี. ยูแมนส์ หมอฟันอีกคนหนึ่ง ก็ได้เข้ามาอาศัย และเขาอยู่ที่นี่จนกระทั่งปี 2473 โดยในระหว่างที่ทันตแพทย์ทั้งสองพำนักอยู่ที่นี่นั้น พื้นที่บริเวณชั้นหนึ่งได้เปิดเป็นร้านขายยา พื้นที่บนชั้นสองได้ดัดแปลงเป็นคลินิก ส่วนชั้นสามเป็นห้องนอนและพื้นที่สำหรับพักผ่อน หนึ่งในหลักฐานที่พิสูจน์เรื่องนี้ก็คือ ใบเสร็จรับเงินสมัยโบราณจากร้านขายของเก่า ที่ระบุว่า ดร.เลสเตอร์ ได้ถอนฟันให้คนไข้รายหนึ่งในปี 2471
         
ด้วยเหตุนี้ ฟันกว่า 1,000 ซี่ เหล่านี้ จึงน่าจะเป็นของเหล่าคนไข้ที่เคยมาใช้บริการ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่มีใครรู้และไม่มีใครเดาออกก็คือ ทำไมฟันจำนวนนี้ถึงต้องไปซุกซ่อนอยู่ในผนัง ทำไมหมอฟันถึงไม่ทิ้งมันไปเมื่อจัดการถอนให้คนไข้เรียบร้อยแล้ว แต่มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่พวกเขาเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก และไม่อยากทิ้งไป ผลคือเมื่อเวลาผ่านไป 100 กว่าปี มันก็กลายเป็นสิ่งน่าขนลุกที่ทำเอาคนงานขวัญผวา 
            
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พบเจอฟันมนุษย์ซ่อนในอาคารที่รัฐจอร์เจีย โดยก่อนหน้านี้มีคนพบเจอฟันซ่อนในอาคารในลักษณะเดียวกันนี้ที่เมืองกรีนส์โบโรและแคร์รอลตันมาแล้ว ซึ่งอาคารจากทั้งสองเมืองนี้ ก็เคยเป็นที่ทำการคลินิกทันตกรรมเหมือนกับอาคารทีบี คอนเวิร์ส ที่วัลดอสตา และที่ชิคาโก และออสเตรเลีย ก็เคยมีเรื่องแบบนี้เช่นเดียวกัน 
            
ดังนั้นอาจจะอนุมานได้ว่า ทันตแพทย์บางคนในสมัยนั้น คงอยากเก็บฟันคนไข้เอาไว้ศึกษารูปแบบของฟัน หรือไม่ก็เก็บสะสมเป็นที่ระลึก จนกระทั่งมีมากเข้า ไม่รู้จะทำยังไง จะหอบไปทิ้งขยะก็กลัวชาวบ้านตกใจ เลยทุบผนังฉาบปูนโบกเอาไว้ละกัน ปิดจ๊อบไปแบบคลายกังวลใจ และไปสร้างความกังวลให้คนอื่นในอีก 100 กว่าปีต่อมาแทน 
          
สำหรับฟันมนุษย์กว่า 1,000 ซี่ เหล่านี้ จะถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ซึ่งก่อนจะมีการส่งมอบให้ทางภัณฑารักษ์ ทางเฟซบุ๊กของเมืองวัลดอสตาก็ได้นำฟันเหล่านี้ไปโพสต์เป็นเรื่อง Fun Fun รับวันฮาโลวีน โดยพวกเขาโพสต์ภาพฟันในโหลแก้วลงบนเฟซบุ๊ก พร้อมตั้งคำถามแฟนเพจว่า 

ในภาพนี้มีฟันทั้งหมดกี่ซี่ ถ้าหากใครตอบได้รับไปเลย 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,284 บาท ซึ่งก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าพวกเขาจะแถมฟันสักซี่สองซี่ให้กับชาวเมืองเป็นของกำนัลด้วยหรือ

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563

6 ความเชื่อเรื่องลี้ลับของสหรัฐอเมริกา

6 ความเชื่อเรื่องลี้ลับ ของสหรัฐอเมริกา การจาม แมวขาว ฯลฯ

ค้นหา
Custom Search
ไม่ใช่ในประเทศไทยเท่านั้นนะคะ ที่มีเรื่องความเชื่อ สิ่งลี้ลับ ที่ต่างประเทศเขาก็มีเช่นกัน สำหรับในกระทู้นี้ มีเรื่องราวเกี่ยวกับ ความเชื่อ สิ่งลี้ลับของประเทศสหรัฐอเมริกา มาให้อ่านกันค่ะ  ไปดูสิว่าบ้านเขาจะมีเรื่องความเชื่ออะไรแปลกแตกต่างไปจากบ้านเราบ้าง

6 ความเชื่อเรื่องลี้ลับ ของสหรัฐอเมริกา
1.การจาม
ว่ากันว่าการจามทำให้ประตูวิญญาณเปิด วิญญาณของเราอาจจะหลุดลอยออกมาทางปาก แล้ววิญญาณชั่วร้าย หรือซาตาน จะเข้าฉวยโอกาสเข้ามาสิงร่างได้ ดังนั้นผู้คนจะพูดกับคนที่จามว่า เบลสยู (bless you) ซึ่งหมายถึง ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง เพื่อเป็นการป้องกันวิญญาณร้ายเข้ามาสิงร่าง

2.บันไดลิง
ชาวอเมริกันจะไม่เดินลอดใต้บันไดลิงที่ตั้งพิงกำแพง เพราะเชื่อว่าการตั้งบันไดลิงแบบนั้นจะทำให้เกิดช่องว่างรูปสามเหลี่ยม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของตรีเอกภาพ แทนพระบิดา พระบุตร และพระจิต ตามคัมภีร์ไบเบิล การเดินลอดใต้บันไดจึงเปรียบเหมือนการลบหลู่ และปฏิเสธเอกภาพ อาจนำมาซึ่งความโชคร้าย

3.วิชโบน
เมื่อถึงวันคริสมาสต์ ผู้คนจะย่าง
ไก่งวงกิน ซึ่งไก่ง่วงจะมีกระดูกรูปตัววี อยู่ระหว่างคอกับอก เรียกว่า 
วิชโบน (wishbone) มีความเชื่อว่าหากจับกระดูกไว้คนละด้านแล้วขอพร จากนั้นกระชากออกพร้อมกันให้หัก คนที่ได้ฝั่งยาวกว่าจะสมหวัง นอกจากนี้เครื่องประดับที่ลักษณะเหมือนวิชโบนจะช่วยเพิ่มสิริมงคลด้วย
4.กระจก
ในสหรัฐอเมริกาเชื่อกันว่า หากทำกระจกแตกจะโชคร้ายไปถึง 7 ปี นอกจากนี้ในประเทศอื่นๆ อาทิ เกาหลีใต้ ก็เชื่อว่า กระจกแตกนั้นเป็นสัญญานเตือนลางร้ายด้วยเช่นกัน คนในสมัยก่อนยังมีความเชื่ออีกว่าร่างกายตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกนั้นคือวิญญาณ หากไปส่องกระจกที่แตกก็เท่ากับว่า วิญญาณแตกสลายไปด้วย

5.แมวขาว
ในประเทศไทยอาจเชื่อว่าแมวดำคือลางร้าย แต่ในทางกลับกันสหรัฐอเมริกาเชื่อว่า หากเห็นแมวขาว ตอนกลางคืนจะโชคร้าย อย่างไรก็ตาม หากเจอแมวขาวในฝันก็จะถือว่าโชคดี นอกจากนี้หากแมวข้าวเข้ามาในบ้านแล้วไม่ออกไปไหน เชื่อว่าจะเกิดเรื่องดีๆ ในครอบครัว

6.ศุกร์ 13
ความเชื่อว่าเรื่องร้ายๆ จะเกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 13 ต่างแพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์ เพราะตรงกับวันที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน หลังเสวยพระกระยาหารมื้อสุดท้ายในคืนก่อนหน้า ร่วมกับอัครสาวกอีก 12 คน จากสถิติพบว่า คนอเมริกันเป็นโรคกลัววันศุกร์ที่ 13 (Paraskevidekatriaphobia) มากถึง 21 ล้านคน นอกจากนี้จากการสำรวจยังพบอีกว่าในปี ค.ศ.1993 มีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในคืนวันศุกร์ที่ 13 มากกว่าวันศุกร์อื่นๆ ถึงร้อยละ 52
ข้อมูล:หนังสือ เรื่องผีๆ

วันเสาร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2560

The Smiling Man ชายลึกลับกับรอยยิ้มสุดสยอง


The Smiling Manชายลึกลับกับรอยยิ้มสุดสยองขวัญ -คุณเป็นคนหนึ่งใช่ไหม? 

ที่ใช้ชีวิตตอนกลางคืนในขณะที่คนอื่นเขากำลังนอนหลับ คุณเป็นอีกคนหรือเปล่า? 
ที่ชอบออกไปเดินเล่นนอกบ้านในยามค่ำคืน และถ้าเป็นแบบนั้น คุณเคยเจอใครบางคน ที่มีท่าทางแปลก ๆ มาคอยเดินตามคุณไปทุกหนทุกแห่งด้วยรอยยิ้มอันน่าสยดสยองกันบ้างไหม? เราจะขอเล่าเรื่องราวน่ากลัวของชายคนหนึ่ง ที่บังเอิญได้ไปพบกับบุคคลลึกลับท่าทางแปลกประหลาด ที่มาพร้อมกับรอยยิ้มอันวิปริต เที่ยวคอยเดินสะกดรอยตามเราจนขวัญผวา ว่าเรื่องนี้มันคืออะไรกันแน่?

เรื่องราวต้นฉบับของเรื่องเล่าโดยชายผู้นี้มีอยู่ว่า
"ห้าปีก่อน ผมอาศัยอยู่ในย่านดาวน์ทาวน์ ที่อยู่ในเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ชอบใช้ชีวิตในเวลากลางคืน มันก็เลยทำให้ผมค่อนข้างจะมีปัญหากับเพื่อนร่วมห้อง ที่ไม่ยอมใช้ชีวิตในเวลาเดียวกับผม มัวแต่นอนอยู่นั่น มันก็เลยทำให้ผมต้องต้องฆ่าเวลาด้วยการเดินไปมา คิดอะไรเล่นอยู่คนเดียวอยู่ข้างนอก สี่ปีแล้วที่ผมต้องใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ เดินคนเดียวตอนกลางคืน เดินจนไม่รู้สึกกลัวอะไรแล้ว

ซึ่งผมเองก็เคยอำเพื่อนว่าผมเป็นพวกค้ายาแห่งราตรีกาล แต่สุดท้าย ผมก็เฉลยไปว่ามันไม่มีอะไร วันนั้นเป็นวันพุธ ที่ไหนสักแห่งในช่วงย่ำรุ่ง ผมเดินอยู่ใกล้ ๆ ลานจอดรถของสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากอพาร์ทเมนท์ของผมสักเท่าไหร่ มันเป็นคืนที่ค่อนข้างจะเงียบเชียบ ทั้ง ๆ ที่เป็นกลางสัปดาห์แท้ ๆ มีรถติดอยู่บนถนนนิดหน่อย แต่บนทางเท้านี่ไม่มีใครเลย ที่จอดรถตอนนี้ก็ไม่มีใครมาจอดสักคัน

ผมเดินลงมาตามทางเดิน เพื่อจะย้อนกลับไปยังอพาร์ทเมนท์ของผม ตอนนั้น ผมสังเกตเห็นชายคนหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปตรงสุดถนน เงาตะคุ่ม ๆ ของชายคนนี้ดูราวกับว่าเขากำลังเต้นรำท่าแปลก ๆ อยู่ อาจจะเต้นจังหวะวอลทซ์ซะกระมั้ง
แต่ผมรู้สึกว่า เขากำลังจะค่อย ๆ ขยับตรงมาหาผมทีละก้าวด้วยท่าทางแปลก ๆ แบบนั้น

ท่าทางเขาน่าจะเมา ผมก็เลยกะว่าจะเขยิบตัวเพื่อหลีกทางให้เขาผ่านไปก่อนจะดีกว่า จนเขาก้าวเข้ามาใกล้ ๆ ผมถึงเริ่มสังเกตเห็น ว่าเขาขยับตัวด้วยท่าทางสวยงามมาก ๆ ชายคนนี้เป็นคนรูปร่างผอมสูง สวมเสื้อสูทเก่า ๆ ตอนนี้เขาค่อย ๆ เต้นรำขยับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนผมเห็นหน้าเขาชัดเจนแล้ว ดวงตาของเขาเบิกกว้างดูน่ากลัว เชิดหน้าแหงนมองไปบนท้องฟ้า ปากของเขายิ้มออกกว้างแทบจะฉีกถึงหู ถึงตรงนี้ผมก็เลยตัดสินใจข้ามถนนไปอีกฝั่ง ก่อนที่เขาจะขยับตัวเข้ามาใกล้ไปกว่านี้

ผมละสายตาจากชายคนนี้เพื่อจะได้ข้ามถนนไปก่อน จนเมื่อถึงฝั่งตรงข้ามแล้วผมจึงหันมองกลับมา  แต่แล้วผมก็ต้องชะงักไป เพราะชายคนนั้นก็หยุดเต้นรำเช่นกัน ตอนนี้เขายืนขาเดียวอยู่ตรงถนน หันหน้ามาทางผมทั้ง ๆ ที่ใบหน้าก็ยังคงเชิดขึ้นไปบนฟ้าอย่างนั้น และที่ปากของเขาก็ยังคงแสยะยิ้มอย่างน่ากลัวอยู่เช่นเดิม ตอนนี้ผมชักจะกลัวจริง ๆ เสียแล้ว ผมเริ่มเดินต่อไป สายตาก็มองเห็นว่าเขาไม่ขยับไปไหน จนห่างออกมาได้ระยะหนึ่ง ผมจึงบ่ายหน้าออกจากชายคนนี้เพื่อจะได้เดินต่อ ทางเดินข้างหน้าของผมตอนนี้ไม่มีใครแล้ว แต่ผมก็ยังคงระแวงอยู่ดี ผมเลยหันกลับไปทางทิศที่เขายืนอยู่อีกครั้ง  กำลังจะโล่งใจอยู่แล้วเชียว ถ้าผมไม่เห็นว่าตอนนี้เขาได้มาอยู่ที่ฝั่งเดียวกับผมแล้ว นี่เขาข้ามฝั่งมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย แล้วยังจะมาเต้นรำท่าแปลก ๆ แบบนั้นอีก ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ห่างจากผมขนาดไหน แต่ที่แน่ ๆ เขากำลังจ้องมองมาที่ผม

ผมค่อย ๆ หันหน้าหลบออกมา จนเวลาผ่านไปประมาณสิบวินาที ผมก็รู้สึกได้ว่าตอนนี้เขาขยับตัวเข้ามาหาผม ด้วยท่าเต้นรำแบบนั้นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ผมตกใจ ตอนนี้เขากำลังขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีก ด้วยสเต็ปท่าเต้นพิลึก ๆ แบบนั้น ถ้าเป็นตัวการ์ตูนนี่ ก็น่าจะเรียกว่าเสต็ปเทพได้เหมือนกัน

ผมอยากจะบอกให้รู้ว่าตอนนี้ ผมนี่วิ่งหนีสุดแรงเกิด นี่ถ้าผมพกสเปรย์พริกไทย หรือติดมือถือมาสักอย่างนะ ก็ผมดันไม่ได้พกมาสักอย่างเลยนี่สิ ผมเลยลองหยุดวิ่งดู ปรากฎว่าชายหน้ายิ้มคนนั้นก็หยุดเหมือนกัน ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากผมประมาณหนึ่งช่วงรถยนต์ และยังคงยืนเชิดหน้าแสยะยิ้มปีศาจใส่ผมอยู่แบบนั้น พอนึกขึ้นได้ ว่าผมควรจะพูดอะไร ออกมาบ้าง
ผมก็เลยตัดสินใจจะตะโกนถามชายคนนี้ไปว่า
“นายต้องการอะไรกันแน่?” ซึ่งก็กะว่าจะใช้น้ำเสียงเข้ม ๆ ให้รู้ว่าตอนนี้ผมโกรธแล้วนะ จะได้เกรงใจกันบ้าง แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เสียงที่ผมพูดออกมานั้นกลายเป็นเสียงครางยังกะแมว ด้วยความเคารพเลยครับ ผมว่าไม่มีใครรู้หรอกว่าตอนนี้ผมกลัวขนาดไหน ก็ตอนนี้ใครจะได้ยินเสียงของผม นอกจากผมได้ยินคนเดียวล่ะ นี่ยิ่งทำให้ผมกลัวหนักขึ้นไปอีก แถมชายคนนั้นก็ไม่ได้แสดงทีท่าอะไรนอกจากยืนนิ่ง ๆ 

แล้วยิ้มอยู่เหมือนเดิม และหลังจากความผิดพลาดของผมผ่านไปสักพัก เขาก็หมุนตัวอย่างช้า ๆ จากนั้นก็เริ่มขยับตัวทำสเต็ปเต้นสไลด์เท้าเดินจากไป แต่ก็นั่นแหละ ตอนนี้ผมไม่กล้าจะคลาดสายตาจากหมอนี่เสียแล้ว ผมเลยยืนมองเขาค่อย ๆ จากไปไกลเรื่อย ๆ จนไกลแทบจะลับสายตา แล้วอยู่ดี ๆ ผมก็รู้สึกได้บางอย่าง ว่าตอนนี้เขาหยุดขยับตัว ใช่.. เขาหยุดเต้น  แต่คราวนี้มันทำให้ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัวอีกครั้ง นั่นก็เพราะว่า เงาห่าง ๆ ของเขาตอนนี้ มันค่อย ๆ ดูใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ… 

ใช่แล้ว เขากำลังใกล้เข้ามา ตอนนี้เขาวิ่งเข้ามานั่นเอง ผมจึงตัดสินใจรีบเผ่นทันที
ผมวิ่งหนีมาอย่างบ้าคลั่ง จนหลุดออกไปนอกทางเดินตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พอได้สติ ผมก็รีบเดินกลับมายังจุดที่พอจะเห็นรถราวิ่งอยู่บ้าง พอลองหันกลับไปมองดูตอนนี้ก็ไม่มีใครแล้ว ผมจึงมุ่งหน้ากลับที่พัก แต่ก็ยังไม่วายที่จะหันกลับไปมองข้างหลังตัวเองอยู่ตลอด บอกตรง ๆ เลยครับ ผมกลัวว่าจะเห็นรอยยิ้มบ้า ๆ นั่นอีก แต่ยังไงตอนนี้มันก็จากไปแล้ว ผมยังอยู่ที่เมืองนี้มาอีก 6 เดือน ซึ่งหลังจากคืนนั้น ผมก็ไม่เคยคิดจะออกไปเดินเล่นแบบนั้นอีกเลย นั่นก็เพราะว่าข้างนอกนั้นมันมีอะไรบางอย่าง ใช่!! ใบหน้าแสยะยิ้มของเจ้าหมอนั่น มันทำเอาผมหลอนเสียเหลือเกิน เจ้าหมอนั่นมันคงไม่ใช่คนเมา แต่มันต้องเป็นคนบ้าแน่ ๆ และที่สำคัญก็คือ มันน่ากลัวมาก ๆ

"เดอะสมายลิ่งแมน" หรือ
"ชายใบหน้าแสยะยิ้ม"
เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าสยองขวัญที่พูดถึงชายลึกลับตัวสูงไม่พูด
ไม่จา คอยเดินสะกดรอยตามเหยื่อด้วยรอยยิ้มอันแสน
จะน่ากลัว โดยเรื่องนี้ถูกนำเสนอครั้งแรกโดยสมาชิกของเวบไซต์เรดดิทชื่อ “blue_tidal” ซึ่งอ้างว่า เรื่องนี้ก็คือเรื่องที่เขาเคยพบเจอมาจริง ๆ
ในช่วงที่เขาอาศัยอยู่ในเมืองซีแอทเทิล รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดยสมาชิกผู้นี้ได้โพสต์เรื่องเดอะสมายลิงแมนนี้ไว้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 2012 ในหมวด "/r/LetsNotMeet" ซึ่งเป็นหมวดเกี่ยวกับการเล่าเรื่องน่ากลัวที่พบในชีวิตจริงของสมาชิก โดยได้เปลี่ยนชื่อเมืองและรัฐที่เขาเคยอาศัยอยู่เป็นคำว่า เมืองใหญ่เมืองหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาแทน
เรื่องราวนี้มีผู้โหวตให้คะแนนมากถึง 1,300 โหวต และมีสมาชิกร่วมให้ความเห็นกันกว่า 170 ความเห็น

ต่อมาในวันที่ 23 เมษายน
ปีเดียวกัน บลูไทดัลก็ได้นำเรื่องนี้ไปโพสต์อีกครั้งไว้ที่หมวด "/r/nosleep" และคราวนี้เขาได้รับการโหวตมากกว่า 2,400 โหวต และความเห็นมากกว่า 350 ความเห็น ก่อนที่โพสต์ดังกล่าวจะถูกปิดไป 

และในวันที่ 18 พฤศจิกายน ก็ได้เกิดซับเรดดิทหมวด "/r/TheSmileingMan" ขึ้นมา  จากการสร้างของสมาชิกชื่อ "HeckToTheYeah65" เพื่อเอาไว้ใช้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวนี้โดยเฉพาะ

ในช่วงวันที่ 26 พฤศจิกายน
บลูไทดัลก็ได้เปิดหัวข้อ
“ask me anything” เพื่อเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาสอบถามเพิ่มเติม ที่นี่เขาก็ได้ยืนยันว่า
เรื่องราวนี้มันได้เกิดขึ้นมาจริง ๆ ในตอนดึกคืนวันหนึ่งที่ซีแอทเทิล วอชิงตัน

ในวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 มีสมาชิกของเวบเรดดิทชื่อ "Youdonotsay"
(ยู้ดฟอนอทเซย์) ได้โพสต์คำถามไว้ที่หมวด "/r/Askreddit" ว่า
“คุณเคยเจอหรือเห็นอะไรที่น่ากลัวสุด ๆ บ้างไหม ?” ต่อมามีสมาชิกชื่อ "danrennt98" 
เข้ามาตอบโพสต์ โดยอ้างอิงถึงเรื่องราวต้นฉบับของบลูไทดัล

วันที่ 5 สิงหาคม สมาชิกชื่อ "Paper-Snow-A-GHOST" ก็ได้โพสต์ในหมวดเดียวกันนี้อีกครั้งเพื่อถามสมาชิกท่านอื่นว่า “คุณเคยได้อ่านเจอเรื่องอะไรในเรดดิท ที่จริง ๆ แล้ว เขาน่าจะพูดถึงคุณบ้างไหม ?” 

และได้ก็มีสมาชิกชื่อ "ILL_Show_Myself_Out" เข้ามาตอบว่า ก็มีเรื่องเดอะสมายลิ่งแมนนี่แหละ ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเมาแล้วเดินเต้นไปยิ้มไป และยังเที่ยวแกล้งเดินสะกดรอยตามชายคนหนึ่งให้ตกใจกลัว โดยบอกอีกว่า เขาทำไปเพราะแค่นึกสนุก เดินตามหนุ่มโชคร้ายคนนั้นไป แถมยังแสยะยิ้มหลอกให้กลัวตลอดทางเลย ซึ่งในโพสต์นี้ก็มีบางคนออกมาบอกว่า เขาก็เคยแกล้งคนแบบนั้นเหมือนกัน
ไม่แน่ชัดว่าสมาชิกผู้นี้ จะแกล้งอำว่าตัวเองเป็นสมายลิงแมนคนนั้นจริง ๆ หรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ 

ในวันที่ 23 กรกฏาคม ค.ศ. 2013 ยูทูเบอร์ชื่อ ไมเคิล อีแวนส์ ได้อัพโหลดหนังสั้นของเขาไว้ในชื่อ 2AM ซึ่งเนื้อเรื่องนั้นก็คือ เดอะสมายลิ่งแมนของบลูไทดัลนั่นเอง และในวันนั้นไมเคิลก็ได้นำคลิปนี้ไปโพสต์ไว้ที่หมวด "/r/videos" ของเวบไซต์เรดดิทด้วย ถัดมาอีกสามสัปดาห์ คลิปหนังสั้นเรื่องนี้ก็มีผู้เข้าชมกว่า 1.65 ล้านวิว 
และปัจจุบันคลิปนี้ก็สามารถทำยอดเข้าชมได้ถึงเกือบห้าล้านวิวแล้ว โดยบลูไทดัลเจ้าของเรื่องก็ออกมาแสดงความเห็นว่าชอบมากอีกด้วย ไม่ว่าเรื่องราวเดอะสมายลิ่งแมนนี้ จะมีที่มาเป็นเรื่องจริงแบบไหนก็ตาม ตอนนี้มันก็ได้กลายเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าน่ากลัวระดับคลาสสิคบนเวบไซต์ครีบปี้พาสต้าไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน...

รายการบล็อกของฉัน

 hellomanman  happy-topay  invite-buying
 men-women-apparel diarylovemanman news-the-world
 homemanman alovemanman
 menmen-love
 ghost-in-manman  U.F.O.manman fishmanman
foodmanman  flowermanman herbs-in-manman
devilmanman herbs-in-manman manman clip