บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อินโดนีเซีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อินโดนีเซีย แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2565

ยอมรับเลยว่าสติ สมาธิ ดีมากๆแม้‘งูจงอาง’ กัดงับติดแขนไม่ยอมปล่อย ก็ยังนิ่งไม่กลัวแกะปากงูออกจากแขนสบายๆ

ยอมรับเลยว่าสติ สมาธิ ดีมากๆแม้‘งูจงอาง’ กัดงับติดแขนไม่ยอมปล่อย ก็ยังนิ่งไม่กลัวแกะปากงูออกจากแขนสบายๆ

ที่สุดแล้วคลิปนี้ และน้องก็โคตรใจเย็นเวอร์ มันเป็นช่วงเวลาที่ "งูจงอาง" กัดเข้าไปที่แขนของชายคนหนึ่ง และที่พิเศษและน่ากลัวก็คือ มันเป็นงูขนาดใหญ่ที่กัดแล้วไม่ยอมปล่อย แม้ว่าจะถูกงัดปากก็ตาม..คลิปท้ายเรื่อง

คลิปนี้เริ่มต้นที่ชายชาวอินโดนีเซีย กำลังพยายามแกะดึงเอา “งูจงอาง”ที่กัด ออกจากแขน แต่ดูเหมือนจะไม่ง่ายเลย เพราะงูที่ยาวประมาณ 4 เมตรกว่าตัวนี้ไม่ยอมปล่อยง่ายๆ กัดฝังเขี้ยว ปล่อยพิษใส่เต็มๆและหลังจากพยายามอยู่นาน ชายเสื้อเหลืองน่าจะเพื่อนก็เข้ามาช่วย

จากคลิปนี้หลายคนน่าจะสงสัยว่าชายคนที่โดนกัดนี้รอดหรือไม่ จากแหล่งข่าว (ไม่.. 100%) บอกมาว่า เขารอดชีวิต โดยใช้วิธีประถมพยาบาลพื้นบ้าน ก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้นจริงๆ จะรอดไม่รอดก็ไม่รู้เพราะดูท่าทางแล้วงูมีพิษร้ายแรงแน่นอนถ้ารีบรักษาก็อาจจะรอดแต่ถ้าปล่อยไว้ก็อาจจะตายแน่ๆ

👉🏿งูจงอางได้ชื่อว่าเป็นงูพิษขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มันเป็นงูที่ผลิตพิษมากที่สุดในโลกอีกด้วย เป็นงูที่ยาวได้ถึง 6 เมตร

👉🏾.. พิษของงูจงอาง มีผลทางระบบประสาทที่รุนแรง พิษของงูจงอางสามารถทำให้คนหรือสัตว์ตายได้

👉🏽โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 75% เนื่องจากปริมาณพิษที่ฉีดออกจากเขี้ยวพิษมีมาก งูจงอางมีนิสัยค่อนข้างดุร้าย แต่ถ้าไม่จวนตัวหรือถูกรุกรานก่อนจะไม่ทำร้าย

👉🏿งูจงอางจัดอยู่ในสกุล Ophiophagus ซึ่งเป็นงูเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุลนี้ โดยมีรากศัพท์จากภาษาละตินแปลว่า "กินงู" ซึ่งหมายความถึงการล่าเหยื่อของงูจงอาง เพราะงูในสกุลนี้ กินงูอื่นเป็นอาหาร พบในประเทศไทย ประเทศอินเดีย ประเทศพม่า ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศมาเลเซีย สำหรับประเทศไทยมีมากในป่าจังหวัดนครสวรรค์ เพชรบูรณ์ และนครราชสีมา และในป่าทุกภาค แต่ชุกชุมทางภาคใต้มากที่สุด

ในภาษาใต้เรียกว่า งูบองหลาปัจจุบันเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

งูจงอางถือเป็นสัตว์เลื้อยคลานประจำชาติของอินเดีย มีอิทธิพลสูงในตำนานและประเพณีพื้นบ้านของชาวอินเดีย ศรีลังกา และพม่า ปัจจุบันงูจงอางถูกคุกคามจากการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยโดยมนุษย์ และอยู่ในบัญชีแดงไอยูซีเอ็น

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ทั้งหลอนทั้งแปลกสุสานทารกคัมบิรา..การนำศพทารกแรกเกิดฝังไว้ในต้นไม้

ทั้งหลอนทั้งแปลก! ‘สุสานทารกคัมบิรา’ การนำศพทารกแรกเกิดฝังไว้ในต้นไม้พิธีศพสุดหลอนของชาวโทราจาแห่งอินโดนีเซีย
ค้นหา
Custom Search
ทั่วโลกมักจะมีพิธีกรรมในการฝังศพแตกต่างกันไป โดยทั่วไปแล้วเรามักจะคุ้นเคยกับการนำร่างผู้เสียชีวิตฝังดินหรือเผาร่าง แต่สำหรับชาวโทราจา ในอินโดนีเซีย ใช้ต้นไม้เป็นสุสานให้กับเด็กทารกด้วยการฝังร่างเข้าไปในต้นไม้ เพื่ออะไรมาดูกัน

“ชาวโทราจา” เป็นชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บนที่ราบสูงโทราจาอิบนเกาะสุลาเวสี ในประเทศอินโดนีเซีย ที่มีการนับถือความเชื่อแบบดั่งเดิมคือ วิญญาณ, ภูตผี, ปีศาจ และชีวิตหลังความตายของบรรพบุรุษ พวกเขาจึงมีวิธีฝังศพตามแบบฉบับที่สืบทอดกันมา โดยเฉพาะกับเด็กน้อยแรกเกิดที่เสียชีวิตตั้งแต่ฟันยังไม่ขึ้น ร่างของเด็กทารกนี้จะถูกนำไปฝังไว้ที่ “สุสานคัมบิรา” หรือสุสานต้นไม้ของหมู่บ้านที่แปลกกว่าที่ไหนๆ

👉ทารกที่เสียชีวิตถูกยกให้เป็นดวงวิญญาณที่บริสุทธิ์ พิธีกรรมจะเกิดขึ้นโดยไม่รีรอ ซึ่งร่างจะถูกนำไปฝังไว้ในโพรงที่เจาะต้นทาร์ราเอาไว้แล้วปิดด้วยประตูเล็กๆ ต้นทาร์รานี้เป็นเป็นต้นที่มีน้ำยางสีขาวในปริมาณมากเปรียบเหมือนน้ำนมของแม่ เมื่อเวลาผ่านไปต้นไม้นี้จะโตขึ้นแล้วฝังร่างของเด็กเอาไว้ในต้นเพื่อรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ส่วนตำแหน่งความสูงของหลุมศพบนต้นไม้ก็ขึ้นอยู่กับฐานะทางสังคมภายในชนเผ่าจึงทำให้หลุมสูง-ต่ำต่างกันไป
ที่แปลกอีกอย่างคือ ร่างของผู้เสียชีวิตที่ไม่ใช่ทารกจะถูกดองหรือเก็บเอาไว้สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา พวกเขาถูกเปรียบเหมือนสมาชิกคนหนึ่งภายในบ้านที่นอนหลับอยู่ จนกว่าจะประกอบพิธีศพเสร็จสิ้น....
ซึ่งบางรายกว่าครอบครัวจะทำพิธีศพให้ก็นานเป็นปีเลยทีเดียว ส่วนผู้ทีมีทางฐานะด้อยลงมาก็มักจะนำร่างผู้เสียชีวิตไปแขวนไว้บนหน้าผาเทียมภายในหมู่บ้าน เพื่อสะสมเงินสำหรับประกอบพิธีกรรม ซึ่งมักจะเกิดการขโมยศพไปขายให้กับนักโบราณคดี จนภายหลังได้สร้างถ้ำสำหรับเก็บศพไว้อย่างปลอดภัย

และที่พีคยิ่งกว่านั้นของคนที่นี้คือพิธีกรรม “Ma’Nene” ซึ่งจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมของทุก 3 ปี ร่างของผู้เสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็น พ่อ-แม่, พี่-น้อง จะถูกนำออกมาทำความสะอาดแล้วสวมชุดใหม่ ก่อนแห่กลับมายังหมู่บ้านและบันทึกภาพเอาไว้เป็นที่ระลึก โดยถือว่าเป็นวิธีการดูแลบรรพบุรุษให้อยู่อย่างสบายที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ จนทั่วโลกรู้จักกันในพิธีกรรมแห่มัมมี่ที่แปลกที่สุดแห่งหนึ่งในโลก!
เรียบเรียง : Dark.TV

วันเสาร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2560

โพคองตำนานผีพยาบาทในผ้าห่อศพของประเทศอินโดนีเซีย  

 "โพคอง" ตำนานผีพยาบาทในผ้าห่อศพของประเทศอินโดนีเซีย  

ในประเทศอินโดนีเซียนั้นมีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง พูดถึงประสบการณ์สยองขวัญที่มีผู้คนมากมายได้พบเจอกับมัน ต้องอกสั่นขวัญผวากับความสยองขวัญที่พวกเขาได้พบว่ามันคือลางร้าย มันคือความพยาบาท เพียงแต่ทำไมมันถึงต้องออกอาละวาดไล่หลอกหลอนผู้คนไปทั่วแบบนั้น

ถ้าหากคุณได้มีโอกาสออกไปขับรถเล่นบนถนนของประเทศอินโดนีเซียในยามค่ำคืน และจู่ ๆ ก็มีบางสิ่งบางอย่างกระโดดออกมาจากข้างทางตัดหน้ารถที่คุณกำลังขับอยู่ จนทำให้คุณต้องเหยียบเบรคกันจนตัวโก่งแล้วล่ะก็ อยากจะให้ท่านผู้อ่านลองสังเกตดูกันดี ๆ ว่า เจ้าสิ่งที่ทำให้เราต้องเกือบจะประสบอุบัติเหตุนั้น มันใช่โพคองหรือเปล่า?

"โพคอง" ที่ว่านี้ก็คือผีชนิดหนึ่ง ที่ออกมาเที่ยวหลอกหลอนผู้คนด้วยรูปลักษณ์ของศพคนตายที่ถูกห่อด้วยผ้าลินินสีขาว ใบหน้าเขียวคล้ำเน่าเฟะ ดวงตาทั้งสองข้างลึกกลวงโบ๋ และจุดสังเกตที่จะทำให้เรามั่นใจได้ว่ามันคือโพคองแน่ ๆ ก็คือนอกจากมันจะถูกห่อด้วยผ้าขาวแล้ว ที่บริเวณศีรษะ ลำคอ และปลายเท้าของมัน จะมีเชือกมัดตราสังข์เอาไว้ที่จุดดังกล่าวอย่างแน่นหนา

แท้ที่จริงแล้วคำว่า "โพคอง" ในภาษาของชาวอินโดนีเซียหมายถึง ผ้าขาวที่ไว้ใช้สำหรับห่อศพของคนตาย ก่อนที่จะนำไปฝังในสุสานของชาวมุสลิม ส่วนพิธีกรรมการใช้เชือกมัดไปตามจุดทั้งสามของศพนั้น ก็เพื่อไม่ให้วิญญาณของผู้ตายออกจากร่างไปไหนก่อนที่จะถึงเวลา โดยพิธีกรรมนี้มันก็มาจากความเชื่อกันว่า หลังจากที่คนเราได้เสียชีวิตไปแล้ว วิญญาณของพวกเขาก็จะสามารถอยู่บนโลกมนุษย์ต่อได้อีก 40 วัน เมื่อครบกำหนดแล้วถ้าเชือกที่มัดไว้คลายตัวออก วิญญาณก็จะสามารถออกเดินทางไปยังโลกหน้าได้นั่นเอง

เพียงแต่ว่าถ้าครบ 40 วันแล้ว เชือกที่มัดไว้บริเวณศีรษะของผู้ตายไม่คลายออกมาล่ะก็ ศพนั้นก็จะกลายเป็นผีโพคอง กระโดดขึ้นมาจากหลุมฝังศพ และออกอาละวาดเที่ยวหลอกหลอนผู้คนที่เดินไปมาในเวลาค่ำคืน สาเหตุที่ผีโพคองมันต้องกระโดดไปมานั้นมันก็เป็นเพราะว่า เชือกที่ถูกมัดอยู่บริเวณปลายเท้านั้น ทำให้มันไม่สามารถเดินได้อย่างปกติ มันเลยต้องใช้วิธีการกระโดดแทนการเดินนั่นเอง โดยการกระโดดแต่ละครั้ง มันจะสามารถเดินทางได้ไกลมากกว่า 40 เมตรเลยทีเดียว นั่นก็หมายความว่าถ้าเราเจอผีโพคองกระโดดตามหลังมา มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถหลบหนีจากการกระโดดตามของมันพ้น
พฤติกรรมของผีโพคองนั้น มันจะกระโดดไปมาตามถนนในแหล่งชุมชนยามค่ำคืน โดยมันจะคอยสอดส่องหาอะไรบางอย่างที่มันเชื่อว่า สิ่งนั้นจะสามารถช่วยเหลือมันให้พ้นจากสภาพอันน่าทุกขเวทนานี้ได้ นั่นก็คือ “ใครสักคน” ที่มีความกล้ามากพอ ที่จะช่วยเหลือปลดปล่อยวิญญาณของมันให้พ้นจากพันธนาการนั้นได้

เพียงแต่ว่าจะมีสักกี่คนที่จะสามารถตั้งสติไม่หวาดกลัวไปกับสภาพอันเน่าเฟะ และกลิ่นสาบสางอันรุนแรง ที่เกิดจากการย่อยสลายร่างกายหลังความตายของพวกมัน เพราะส่วนใหญ่ผู้คนที่ได้พบเจอกับมัน ก็ล้วนตัดสินใจวิ่งหนีกันจนป่าราบ เพราะกลัวว่ามันจะตามมาทำร้ายหรือไม่ก็หัวใจวายตายไปเสียก่อน นั่นก็เพราะหลังจากที่ผีโพคองเจอกับใครสักคนเข้า มันก็จะรอจังหวะเหมาะ ๆ จากนั้นมันก็จะกระโดดตามหลังเหยื่อผู้โชคร้ายคนนั้นไปเรื่อย ๆ โดยมันจะกระโดดตามไปจนกว่าเราจะรู้ตัว และเมื่อเรารู้ตัวแล้วว่าตอนนี้มีผีโพคองกำลังกระโดดตามมาล่ะก็...อะไรจะเกิดขึ้น?

มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ที่จะสามารถบรรยายความรู้สึกของการถูกผีโพคองกระโดดตามหลังได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือเรื่องราวของเด็กหญิงชาวอินโดนีเซียคนหนึ่ง ที่ปกติชีวิตประจำวันของเธอนั้น นอกจากการเรียนภาควิชาปกติในโรงเรียนแล้ว หลังเลิกเรียนเธอจะต้องเดินทางไปยังโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อไปเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับศาสนา โดยเด็กหญิงคนนี้ก็ได้ใช้ชีวิตในรูปแบบนี้เป็นประจำทุกวัน เพียงแต่วันนี้เธอต้องพบกับประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่เธอจะไม่สามารถลืมมันไปได้ง่าย ๆ

เพราะในเส้นทางจากโรงเรียนไปยังศาสนสถานที่เธอจะต้องไปเรียนต่อนั้น มันจะต้องผ่านป่าเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่มีต้นไม้ใบไม้ปกคลุมไปทั่ว จนแสงอาทิตย์ยามเย็นไม่สามารถส่องลงมาถึงพื้นเบื้องล่าง และเธอก็เดินผ่านเส้นทางนี้เป็นประจำจนชิน จนไม่คิดว่ามันจะมีอะไรผิดปกติที่จะสามารถออกมาทำร้ายเธอได้

ในช่วงที่เธอเลิกเรียนวิชาศาสนาแล้ว เธอจึงเดินทางกลับบ้านด้วยการเดินย้อนกลับมายังเส้นทางเดิม ตอนนี้บรรยากาศมันก็เริ่มจะมืดแล้ว และเธอเองก็เดินทางเพียงลำพัง นั่นก็เพราะมีแค่เพียงตัวเธอเท่านั้นที่จะใช้เส้นทางนี้เดินกลับบ้าน ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงเหมือนกับมีอะไรบางอย่าง กำลังกระโดดตามหลังเธอมาเป็นจังหวะ ยามเมื่อเธอลองก้าวเท้าให้ช้าลง เสียงกระโดดนั้นมันก็ค่อย ๆ เบาลงตาม และถ้าเธอลองเร่งฝีเท้าขึ้น เจ้าเสียงกระโดดนั้นก็จะเร่งถี่และดังขึ้น จนทำให้เธอเริ่มรู้สึกกังวลใจ ว่าบางสิ่งบางอย่างที่กำลังกระโดดตามหลังเธอมานั้น มันคืออะไรกันแน่!! จะหันหลังกลับไปมองตอนนี้ก็ไม่กล้า เพราะระยะทางจากตรงนี้มันก็ยังไกลจากบ้านค่อนข้างมาก นั่นจึงทำให้เธอต้องพยายามข่มใจ รีบเดินต่อไปโดยหวังว่า เดี๋ยวสักพักเสียงกระโดดนี้มันก็คงจะหายไปเอง แต่จนแล้วจนเล่า เสียงกระโดดนั้นมันก็ยังคงดังตามหลังเธอมาเรื่อย ๆ ราวกับว่ามันกำลังต้องการอะไรบางอย่างจากเธอ จนในที่สุดเธอก็เดินมาจนถึงจุดที่เธอมั่นใจว่า มันน่าจะเหลือระยะทางอีกเพียงนิดเดียว ก็จะได้กลับถึงบ้านกันแล้ว นั่นจึงทำให้เธอตัดสินใจหันหลังกลับไปมองดูสักครั้ง ว่าเจ้าสิ่งที่มันกำลังกระโดดตามเธอมานั้น มันคืออะไรกันแน่? 

และสิ่งที่เธอได้เห็นกับสองตาเธอนั้นก็คือ ร่างของเด็กน้อยคนหนึ่งถูกพันด้วยผ้าขาว และมีเชือกมัดอยู่ที่บริเวณปลายผ้าเหนือศีรษะ ลำคอ และปลายเท้าเมื่อเห็นดังนั้น เด็กน้อยไม่ต้องคิดคำนวนอะไรให้มากมายอีกต่อไป เธอตัดสินใจออกตัววิ่งหนีอย่างสุดชีวิต เพื่อที่จะทำยังไงก็ได้ให้เธอสามารถหลุดพ้นจากผีเด็กตัวนี้ แต่ยิ่งวิ่งไปเท่าไหร่ ความหวังที่จะหนีให้พ้นของเธอ มันก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย เพราะเสียงกระโดดของมันยังคงไล่ตามหลังเธออยู่ตลอดเวลา แต่ถึงจะสิ้นหวังอย่างไรก็ตาม เด็กหญิงก็ต้องหนีต่อไป เธอพยายามวิ่งออกไปนอกเส้นทางบ้าง หลบซ้ายหลบขวาให้ผีกระโดดตามมาไม่ทันบ้าง วิ่งกระโดดข้ามลำธาร ทะลุเข้าพงไม้รก ๆ แล้ววิ่งหน้าตั้งต่อไป จนในที่สุดเธอก็สามารถวิ่งมาถึงหน้าบ้านตัวเองได้ 
อย่างที่ไม่เคยใช้เวลาครั้งไหนนานเท่าครั้งนี้มาก่อน ตอนนี้เสียงกระโดดของมันก็หายไปแล้ว เด็กหญิงจึงรีบวิ่งเข้าบ้าน ล้างเท้า เสร็จแล้วก็รีบอาบน้ำและเข้านอนทันที

พอถึงรุ่งเช้า เด็กหญิงจึงตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้กับคุณแม่ของเธอฟัง และเมื่อคุณแม่ได้ฟังประสบการณ์ของลูกสาว ที่ได้พบเจอมาในช่วงเดินทางเมื่อคืนจนจบ คุณแม่จึงบอกกับเธอว่า เจ้าผีที่กระโดดตามหลังเธอมาตลอดทางนั้นก็คือ ผีโพคองนั่นเอง และได้บอกกับเด็กหญิงอีกว่า จริง ๆ แล้วมันก็มีคำบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่เอาไว้ว่า ถ้าหากเราได้เจอกับผีโพค็องแล้วล่ะก็ เราต้องพยายามสลัดความกลัวออกไปให้ได้ จากนั้นเราก็ต้องเข้าไปกอดศพของมัน แล้วเราต้องพยายามแก้มัดเชือกที่มัดอยู่บริเวณปลายผ้าห่อศพด้านบนศีรษะออกให้ได้ ซึ่งถ้าเราทำได้สำเร็จ วิญญาณของผีโพคองตัวนั้นก็จะเป็นอิสระ สามารถไปสู่สุคติได้นั่นเอง

ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่า หลังจากนั้นมาเด็กหญิงคนนั้นจะได้พบกับผีโพคองอีกเป็นครั้งที่สองหรือไม่ และเราก็ไม่ทราบเช่นกันว่า เด็กหญิงคนนั้นจะสามารถปลดปล่อยวิญญาณของผีโพคองได้สำเร็จหรือเปล่า ซึ่งถ้าเป็นเรา อันนี้ก็คงต้องแล้วแต่ว่าใครจะสามารถทำใจ ช่วยเหลือปลดปล่อยวิญญาณของมันกันได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง

และถ้าหากเราโชคดี ได้เจอกับผีโพคองมากระโดดตามหลังเราแบบเด็กหญิงคนนี้ ก็มีคนแนะนำวิธีที่จะสามารถหลุดรอดจากการกระโดดตามของมันไว้สองวิธี วิธีแรกก็คือ ให้เรารีบนอนหมอบแกล้งตาย ส่วนอีกวิธีก็คือ วิ่งป่าราบไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันก็จะเลิกตามเราไปเอง ซึ่งมันก็แล้วแต่ว่าท่านผู้ชมอยากใช้วิธีไหน ส่วนผู้บรรยายนั้น เลือกขอไม่เดินออกไปไหนในยามค่ำคืนจะดีกว่า เพราะเรื่องแบบนี้ตัวใครตัวมันจริง ๆ

ผีโพคองนั้น ถือเป็นตำนานเกี่ยวกับภูตผีวิญญาณ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศอินโดนีเซีย โดยมันได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์สยองขวัญ ออกฉายตามสถานีโทรทัศน์ตลอดมา และก็มีผู้คนมากมายส่งคลิปการพบเจอผีโพคอง ส่งเข้าไปในรายการโทรทัศน์แนวผี ๆ ของประเทศอินโดนีเซียกันมากมาย จนในที่สุดโพคองก็ได้กลายเป็นภาพยนต์ออกฉายไปตามโรงภาพยนต์ทั่วประเทศในปี ค.ศ. 2006 ในชื่อเรื่อง "
โพคอง" กำกับการแสดงโดย รูดี้ โซดจาร์โว

รายการบล็อกของฉัน

 hellomanman  happy-topay  invite-buying
 men-women-apparel diarylovemanman news-the-world
 homemanman alovemanman
 menmen-love
 ghost-in-manman  U.F.O.manman fishmanman
foodmanman  flowermanman herbs-in-manman
devilmanman herbs-in-manman manman clip