บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัสเซีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัสเซีย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2564

สวยสะพรึง

สวยสะพรึง นศ.สาวสารภาพฆ่าหั่นศพแฟนหนุ่ม ขณะเล่นเซ็กซ์ ตัดหัว-จู๋แช่เย็น
นักศึกษาสาวสวยรัสเซีย เปิดปากยอมรับสารภาพแล้ว ฆ่าหั่นศพ แฟนหนุ่ม อดีตตำรวจ ขณะเล่นเซ็กซ์แผลง ก่อนจะตัดหัวตัดเจ้าโลก แช่ตู้เย็น ที่เหลือบ้างก็ทิ้ง บ้างก็นำไปแขวนระโยงระยางในห้องพักอพาร์ตเมนต์

เว็บไซต์ เดลี่เมล รายงานชาวรัสเซียต้องช็อกตกตะลึง  นางสาวอนาสตาเซีย โอนีกินา นักศึกษาสาวสวยรัสเซีย วัย 21 ปี พำนักอยู่ที่ เมืองออร์ยอล ยอมรับสารภาพต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน ว่าเธอได้ลงมือฆ่าหั่นศพ นายดมิทรี ซินคีช แฟนหนุ่ม อายุ 24 ปี ในระหว่างกำลังเล่นเซ็กซ์เกมแบบรุนแรง BDSM กัน 

จากนั้น เธอได้ไปคว้ามีดในครัวมาหั่นศพแฟนหนุ่ม ด้วยการตัดอวัยวะทีละชิ้นๆ ทั้งตัดองคชาต ศีรษะ แขนขา แเละแก้ม โดยเก็บชิ้นส่วนอวัยวะสำคัญเหล่านี้ไว้ในตู้เย็น ส่วนอวัยวะที่เหลือบางอย่างก็ทิ้งลงในถังขยะ 
ข้างนอก และบ้างก็เอาตะขอมาเกี่ยวแขวนไว้ในห้องพักที่อพาร์ตเมนต์ เหมือนกับเป็นร้านขายเนื้อ

ข่าวแจ้งว่า นายซินคีซ เสียชีวิตจากขาดอากาศหายใจ และเบื้องต้น นางสาวโอนีกินาปฏิเสธว่าเธอไม่ได้เป็นคนฆ่าแฟนหนุ่ม ซึ่งเคยเป็นอดีตตำรวจและทหารเกณฑ์ 

โดยอ้างว่า หลังเธอพบว่านายซินคีซเสียชีวิตแล้ว จึงลงมือหั่นศพ เนื่องจากเกรงว่าเธอจะถูกจับได้และโดนกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร
เว็บไซต์ เดลี่เมล ยังเผยด้วยว่าก่อนหน้านี้ สามีของโอนีกินา ได้เสียชีวิตอย่างปริศนาหลังจากแต่งงานกับเธอได้เพียงไม่นาน 

โดยหลังจากสามีของโอนีกินาตายจากไปแล้ว เธอได้ถูกสั่งให้ไปเข้ารับการบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช เป็นเวลาปีครึ่ง ก่อนจะได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล แต่แล้วก็มาก่อเหตุสยองอีก และศาลในรัสเซียได้มีคำสั่งให้เธอถูกส่งไปตรวจสภาพจิต ขณะที่การสืบสวนในคดีฆาตกรรมก็ยังคงดำเนินต่อไป

วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560

รัสเซียทดลองให้คนอดนอน ผลลัพธ์สะพรึงแค่ไหน

👹รัสเซียทดลองให้คนอดนอน ผลลัพธ์สะพรึงแค่ไหน!
ไปดู การ "นอน" เป็นกิจกรรมสำคัญที่มนุษย์ขาดไม่ได้ แม้ว่ายามเข้าสู่ห้วงนิทราร่างกายของเราจะหยุดนิ่งทิ้งไว้เพียงลมหายใจสม่ำเสมอ แต่กระบวนการเงียบ ๆ ที่เกิดขึ้นภายในร่างกายต่างหากที่สำคัญกับการดำรงชีวิต ทั้งกระบวนการซ่อมแซมร่างกาย ระบบฮอร์โมนต่าง ๆ ตลอดจนการจัดระเบียบเรื่องต่าง ๆ ในสมอง ทำให้เมื่อได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ เราจึงตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น และรู้สึกมึนงงอ่อนเพลียเมื่อนอนไม่พอ 
แล้วถ้าเราไม่ได้นอนเลยล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น ? คุณเองก็อยากรู้ใช่ไหม 

👉ใน "เปิดบันทึกสุดโหด การทดลองอดนอนของรัสเซีย"
ซึ่งยังคงเป็นที่สงสัยอยู่ว่า นี่เป็นการทดลองโหดที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมากันแน่..

🛃จุดเริ่มต้นการทดลอง        
ย้อนกลับในช่วงปลายของยุค 1940 รัสเซียได้ทำการทดลองที่เรียกว่า 
Sleep Experiment 
หรือ "การทดลองอดนอน" ขึ้นมา กองทัพจับมือกับกลุ่ม
นักวิจัยผู้ต่างกระหายใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์หากว่าไม่ได้นอนเลย ไม่ใช่เพียงแค่คืนสองคืนติดต่อกัน แต่เป็นการอดนอนให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้
            
💀เหยื่อผู้เข้าร่วมการทดลองในครั้งนี้มี 5 รายด้วยกัน ทั้งหมดเป็นนักโทษการเมืองจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกคนล้วนเต็มใจและยินดีที่จะมาเป็นหนูทดลอง ด้วยเชื่อในคำชักชวนที่ว่า หากอดนอนได้ครบ 30 วันแล้วพวกเขาก็จะได้รับอิสระ คนเหล่านี้ถูกนำตัวไปไว้ในห้องทดลองที่ปิดมิดชิด มีอาหารทิ้งไว้ให้จำนวนมากพอที่จะอยู่กินได้ทั้งเดือน มีหนังสือกองโต มีห้องน้ำ มีส่วนที่นั่งพักเล็ก ๆ ที่ไร้ซึ่งเตียงนอน ห้องนี้ยังมีไมโครโฟนและรูตรงผนัง

ซึ่งที่กรุกระจกที่มองทะลุได้จากด้านเดียวติดตั้งอยู่ เพื่อเป็นจุดสอดส่องดูความเป็นอยู่ภายใน นอกจากนี้ยังมีตัวตรวจวัดการใช้ออกซิเจนภายในห้อง และท่อปล่อยแก๊สที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้คนที่หายใจเอามันเข้าไปตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา..
😈15 วันหฤโหด            
5 วันแรก ทุกอย่างยังราบรื่นดี ต่างคนยังพูดคุยกันเหมือนคนปกติ แต่ช่วงวันหลัง ๆ พวกเขาก็เริ่มคุยกันเรื่องความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
             
😯วันที่ 6 เป็นต้นไป ทั้งหมดเริ่มออกอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ต่างคนต่างเลิกพูดคุยกัน แล้วหันหน้าพูดงึมงัมคนเดียวใส่ไมโครโฟน นักวิจัยคิดว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นผลข้างเคียงจากแก๊สที่ผสมไปในอากาศ
             
😨วันที่ 9 ผู้ทดลองหนึ่งในห้าจู่ ๆ ก็กรีดร้องออกมา เขาเดินเหมือนหนูติดจั่นสลับตะเบ็งเสียงกรีดร้องสุดแรงปอดอยู่กว่า 3 ชั่วโมง จนสุดท้ายแม้จะอ้าปากแล้วแต่ก็ไร้เสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมา คาดว่าอาจจะคอแตกเส้นเสียงขาดไปแล้ว ทว่าที่น่าแปลกคืออีก 4 คนที่เหลือไม่ได้มีทีท่าแยแสกับสิ่งที่เพื่อนร่วมห้องของตนเป็นเลยแม้แต่น้อย ยังหันหลังให้แก่กันแล้วเอาแต่ทำเสียงงึมงัมใส่ไมค์ แล้วจู่ ๆ ผู้ทดลองอีกรายก็หวีดร้องขึ้นมาอีก แล้วยังมีอีกสองคนหันไปฉีกหน้าสมุดออกจากหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย นำหน้ากระดาษนั้นละเลงกับอุจจาระของตัวเอง  แล้วปะไปบนรูกระจกถ้ำมองในห้องจนหมด จนเมื่อปิดช่องแอบดูได้สนิท เสียงหวีดร้องก็เงียบลง เช่นเดียวกับเสียงงึมงัมใส่ไมค์ก็หายไปด้วยเช่นกัน 
             
😥วันที่ 12 ไร้ซึ่งเสียงหวีดร้องหรือเสียงงึมงัมใด ๆ อีกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นักวิจัยคอยเช็กไมค์ทุก ๆ ชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่ามันยังไม่เสีย ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะไม่ได้ยินเสียงอะไรดังมาจากในห้องเลย ทั้ง ๆ ที่คนข้างในน่าจะยังมีชีวิตอยู่ เพราะปริมาณออกซิเจนที่พร่องไปบ่งว่ายังมีการหายใจเอามันไปใช้ แถมมันยังพร่องลงไปในปริมาณมากเท่า ๆ กับที่คนออกกำลังกายใช้หายใจเลยด้วยซ้ำ
             
😰วันที่ 14 ในที่สุดเหล่านักวิจัยก็ตัดสินใจว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ความกังวลว่าพวกที่อยู่ข้างในอาจตายหรือกลายเป็นสมองพิการนอนแน่นิ่งหายใจทิ้งไปเฉย ๆ มีมากขึ้น พวกเขาได้ส่งเสียงประกาศผ่านไมค์เข้าไปด้านใน
            
"เราจะเปิดห้องเพื่อตรวจเช็กไมโครโฟน ถอยห่างจากประตูแล้วหมอบลงซะ ไม่งั้นเรายิงแน่ ถ้าเชื่อฟังเราจะปล่อยพวกคุณหนึ่งคนให้เป็นอิสระ"
            
ทว่าปฏิกิริยาตอบรับกลับเป็นเสียงนิ่ง ๆ เสียงหนึ่งตอบกลับมาว่า "เราไม่ต้องการอิสระอีกแล้ว"
            
ด้วยความตะลึงงันกับสิ่งที่ได้ยิน เหล่านักวิจัยหารือกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปดี สุดท้ายก็ยังไม่ได้เปิดห้องทดลองออกดูในวันนี้ แต่รอไปจนอีกวันรุ่งขึ้น
😭วันที่ 15 ในที่สุดนักวิจัยก็ตัดสินใจเปิดห้องทดลองออก หลังการทดลองอดนอนล่วงไปแล้วครึ่งเดือนเต็ม ๆ ตัวปล่อยแก๊สกระตุ้นถูกปิด ประตูเปิดอ้าออกพร้อม ๆ กับอากาศภายนอกที่ไหลเวียนเข้าไป ทันใดนั้นเสียงจากไมโครโฟนก็กลับดังขึ้นมาใหม่ทันที เป็นเสียงผู้ถูกทดลอง 3 คน ร้องขออ้อนวอนอย่างเสียสติขอให้เปิดแก๊สกระตุ้นเดี๋ยวนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารเดินเข้าไปในห้อง เสียงกรีดร้องโหยหวนดังชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และสิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาคนนอกที่ได้ย่างกรายเข้าไปในห้องอดนอนคือ..
            
ผู้ทดลองยังคงรอดอยู่ทุกราย แต่สภาพที่เห็นนั้นเรียกได้ว่าช่างห่างไกลกับการที่จะพูดว่าคนเหล่านี้ "ยังมีชีวิตอยู่" กองอาหารไม่พร่องลงไปนักนับจากวันที่ 5 ของการทดลอง สภาพร่างกายแต่ละรายดูแทบไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป ทั้งผิวหนังและเนื้อขาดแหว่งวิ่นไปทั่วร่าง หน้าท้องฉีกขาด เครื่องในถูกล้วงออกมากองกับพื้น สภาพเหมือนเพิ่งหลุดออกมาจากตัวใหม่ ๆ ลำไส้ยังขยักขย่อนทำงาน ย่อยสิ่งที่อยู่ข้างในซึ่งพบภายหลังว่าเป็นเนื้อของเจ้าตัว เหลือแต่เพียงปอด หัวใจ และกระบังลมที่อยู่ในช่องอก บางส่วนกองตันอยู่ที่ทางระบายน้ำ จนน้ำผสมเลือดข้นคลั่กขังเป็นแอ่ง แผลฉกรรจ์เหล่านี้ดูคล้ายจะเกิดขึ้นจากน้ำมือของเจ้าตัวเอง ดูจากเนื้อหนังหุ้มปลายนิ้วที่แหว่งหายจนกระดูกโผล่ แสดงถึงการใช้มือขุดล้วงชำแหละตัวเอง
            
เจ้าหน้าที่ทหารพยายามเข้าประชิดเพื่อนำตัวออกมาจากห้อง แต่แล้วจู่ ๆ ร่างที่ไม่ต่างจากศพก็เกิดคลุ้มคลั่งอาละวาดยกใหญ่ ร้องขอแก๊สกระตุ้นกลับมา และจู่โจมทหารที่เข้ามาจับตายไปสองรายด้วยมือเปล่า..
จุดจบของผู้อดนอน
            
หลังถูกนำตัวออกมาจากห้องได้อย่างทุลักทุเล ทั้ง 5 ยังคงร้องโหยหวนขอกลับไปดมแก๊สกระตุ้นดังเดิม ส่วนแพทย์ได้พยายามผ่าตัดรักษาบาดแผลที่สาหัสสากรรจ์ นำเครื่องในใส่กลับเข้าไปในร่าง ทว่าสิ่งที่ได้พบคือร่างกายแต่ละคนต้านยาสลบได้อย่างน่าประหลาด จนต้องอัดยาในปริมาณที่สูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่าจึงพอทำให้สงบลงบ้าง แต่กระนั้นก็ยังมีรายที่อาละวาดบนเตียงผ่าตัดจนทำร้ายหมอบาดเจ็บถึงขั้นกระดูกหัก ในที่สุด 2 ใน 5 ของเหยื่อผู้ทดลองเสียชีวิตจากพิษบาดแผลของตัวเอง
            
อีก 3 รายที่เหลือดิ้นรนอ้อนวอนที่จะไม่ถูกทำให้สลบระหว่างการผ่าตัด ยินดีให้หมอลงมีดลงเข็มได้สด ๆ ไม่ต้องอาศัยยาบรรเทาความเจ็บปวดใด ๆ แต่ระหว่างนี้มีรายหนึ่งเสียชีวิตไประหว่างผ่าตัด หลังอาละวาดหนักทั้งที่ถูกมัดอยู่บนเตียงจนทำตัวเองกระดูกหักไป 9 ซี่
            
รายที่ 4 ซึ่งเป็นคนที่กรีดร้องโหยหวนในห้องขัง แพทย์พบว่าเส้นเสียงถูกทำลายอย่างสาหัสจึงไม่สามารถส่งเสียงใด ๆ ได้อีก แต่กระนั้นก็ยังแสยะยิ้มอย่างยินดีทุกครั้งที่หมอลงมีดผ่าบนร่างกาย ทั้งยังแสดงอาการไม่พอใจเมื่อการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง ส่งสัญญาณบอกว่าให้ "ผ่าต่อไปเรื่อย ๆ"
            
ส่วนรายสุดท้ายที่รับการผ่าตัดสด ก็ไม่วายอ้อนวอนร้องขอแก๊สกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา เมื่อถูกถามว่าทำไมจึงอยากได้มันนัก คำตอบเดียวที่ได้รับกลับมาคือ เขาต้องการตื่นอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ได้บอกว่าทำไมจึงไม่อยากเข้าสู่ห้วงนิทรา
  
🛃การทดลองที่เลยเถิดมาไกลจนถึงจุดนี้สร้างความสลดหดหู่ให้แก่นักวิจัยทุกคน ต่างคนเห็นพ้องว่าควรจะหยุดการทดลองคลั่งลงได้แล้ว ทว่าความกระหายใคร่รู้อย่างไร้ขีดจำกัดของกองทัพรัสเซีย ออกคำสั่งให้เดินหน้าการทดลองต่อไป ต้องส่งตัวผู้รอดที่ยังเหลืออยู่ 2 คนนี้กลับเข้าไปในห้องทดลองอีกครั้ง ท่ามกลางความยินดีของผู้รอดทั้งคู่ที่จะได้กับไปสูดแก๊สกระตุ้นดังเดิม
การทดลองบทใหม่..ที่ไม่ทันได้ข้อสรุป
            
ในระหว่างเตรียมนำตัวส่งห้องทดลองอีกรอบก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เมื่อผู้รอดตายรายหนึ่งก็ไปไม่ทันได้ดมแก๊สกระตุ้น เกิดหงอยหลับและเสียชีวิตไปในสภาพนั้น ทั้ง ๆ ที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้ายังดูตื่นตัวดีอยู่แท้ ๆ การจากไปของเพื่อนร่วมชะตากรรมทำให้ผู้ทดลองเพียงหนึ่งเดียวที่เหลือรอดคลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที พุ่งเข้าแย่งปืนจากเจ้าหน้าที่พร้อมยิงแสกหน้านักวิจัยตายไป 2 คน ก่อนออกคำสั่งให้เปิดแก๊สกระตุ้นและนำเขาเข้าห้องทดลองเดี๋ยวนี้ แต่ก็ไม่พ้นถูกเจ้าหน้าที่ที่เหลือตะครุบตัวไว้ได้
            
ในนาทีที่บรรยากาศกรุ่นด้วยความบ้าคลั่งและตึงเครียดถึงขีดสุด สิ่งที่นักวิจัยเผชิญอยู่ตรงหน้านั้นเหมือนจะไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป มันไม่เหมือนกับคนที่พวกตนได้จับใส่ไปในห้องทดลองเมื่อครึ่งเดือนก่อนเลย จนนักวิจัยกลั้นความตื่นกลัวปริปากถาม "แกมันตัวอะไรกันแน่ เราต้องรู้ให้ได้" และคำตอบที่ได้รับก็คือ..
            
"ทำไมเจ้าลืมกันไวจัง เราก็คือพวกเจ้านั่นแหละ เราคือความคลั่งที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน ดิ้นรนที่จะเป็นอิสระอยู่ท่ามกลางสัญชาตญาณดิบที่ลึกที่สุด เราก็คือสิ่งที่พวกเจ้าหลีกหลบหนีไปบนเตียงในทุกค่ำคืน เราคือสิ่งที่พวกเจ้าสะกดให้นิ่งงันและกดเราไว้ยามที่เจ้าหลับใหล ที่ซึ่งเราไม่อาจเข้าถึงได้"
ได้ฟังจบนักวิจัยที่เอ่ยปากถามผงะถอยไปนิดหนึ่ง ก่อนตัดสินใจเหนี่ยวไกยิงออกไป กระสุนพุ่งเจาะเข้าที่หัวใจของผู้รอดรายสุดท้ายอย่างแม่นยำ ร่างนั้นพยายามหายใจด้วยกายสั่นเทิ้ม แล้วหลุดประโยคสุดท้ายออกมาว่า "กำลังจะเป็นอิสระ..."
และแน่นิ่งไปในที่สุด
ขอขอบคุณภาพจาก เหยินศักดิ์

รายการบล็อกของฉัน

 hellomanman  happy-topay  invite-buying
 men-women-apparel diarylovemanman news-the-world
 homemanman alovemanman
 menmen-love
 ghost-in-manman  U.F.O.manman fishmanman
foodmanman  flowermanman herbs-in-manman
devilmanman herbs-in-manman manman clip