บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปีศาจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปีศาจ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2567

บากุ..ปีศาจแปลกลึกลับในความเชื่อของชาวญี่ปุ่น เป็นปีศาจที่คอยกินฝันร้ายของผู้คน

👹บากุ..ปีศาจแปลกลึกลับในความเชื่อของชาวญี่ปุ่น เป็นปีศาจที่คอยกินฝันร้ายของผู้คน

เรื่องเล่าหรือตำนาน ความเชื่อต่างๆเกี่ยวกับภูตผีวิญญาณปีศาจมันจะมีอยู่ทุกๆประเทศนะครับ เพียงแต่มันเปลี่ยนแปลงไปตามความเชื่อประเพณีของวัฒนธรรมในประเทศนั้นๆ

👉🏿ตัวอย่างที่จะนำเสนอนี้
เป็นปีศาจในความเชื่อของชาวญี่ปุ่น เป็นปีศาจที่คอยกินฝันร้ายของผู้คน
แค่ได้ยินชื่อแล้วก็คุณสมบัติของปีศาจตนนี้แล้วก็น่าสนใจนะครับเป็นปีศาจที่คอยกินฝันร้ายของผู้คน

👺บากุ (ญี่ปุ่น: 獏; โรมาจิ: Baku แปลว่า "สมเสร็จ") เป็นปีศาจในความเชื่อของชาวญี่ปุ่น เป็นปีศาจที่คอยกินฝันร้ายของผู้คน

เชื่อกันว่าบากุนั้น มีรูปร่างคล้ายหมี และมีส่วนผสมของสัตว์หลายชนิด เช่น มีหน้าผากมีนอคล้ายแรด มีจมูกเป็นงวงคล้ายช้าง มีเท้าเหมือนเสือ มีหางเหมือนวัว

😈ชาวญี่ปุ่นโบราณเชื่อว่า เมื่อมีฝันร้ายหรือลางร้าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดจากการกระทำของปีศาจ เช่น จานชามเกิดบิ่นหรือแตกหักเองโดยไม่มีใครทำ กาต้มน้ำส่งเสียงดังเหมือนคนร้อง

👹เสื้อผ้าปรากฏรอยเลือด หรือหูสุนัขที่ลู่ไปข้างหลัง เป็นต้น ให้ท่องคาถาว่า "บากุ คูราเอะ" ซึ่งแปลว่า "บากุ จงมากินฝันร้ายของข้า" 3 ครั้ง บากุจะมากินฝันร้ายนั้นให้ และกลับจากร้ายเป็นดี ปีศาจทั้งหลายจะถูกสูบลงไปในพื้นดินลึก 3 ฟุต

👻ภาพวาดบากุในสมัยญี่ปุ่นโบราณ
ความเชื่อเรื่องบากุ สะท้อนออกมา ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หมอนไม้ชนิดหนึ่งมีสลักเป็นตัวหนังสือที่มีความหมายถึง บากุ เป็นต้น เชื่อว่าถ้านอนหนุนด้วยหมอนนี้แล้วจะไม่ฝันร้าย

🤓เชื่อกันว่า ความเชื่อเรื่องบากุมีที่มาจากจีน ในช่วงยุคราชวงศ์ถัง มีการวางภาพวาดของบาคุไว้ที่หัวนอน เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองยามหลับ นอกจากนี้ถ้าหากใช้ผ้าห่มที่ทำจากหนังของบากุจะช่วยรักษาอาการเจ็บป่วย และรอดพ้นจากปีศาจร้ายทั้งหลาย


ลองมาดูโชว์เคสของ Happy shopping บน TikTok สิ! https://vt.tiktok.com/ZMhRCVR4h/?page=TikTokShop

😈บากุ...มันแปลกดีนะครับปีศาจตัวนี้

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567

เขากาโรส หุบเขาที่มีใบหน้าคล้ายปีศาจ หุบเขาหน้าปีศาจแห่งกระบี่


เขากาโรส หุบเขาที่มีใบหน้าคล้ายปีศาจ
 หุบเขาหน้าปีศาจแห่งกระบี่

แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนบางคนก็จินตนาการไปไม่เห็นหุบเขาและสิ่งที่แปลกๆแต่หุยเขากาโรส แห่งกระบี่ก็ทำให้เรามีมุมมองเหมือนกับหน้าปีศาจโผล่มาจากผนังหินนั่นเอง


เขากาโรส อยู่ที่ บ้านควนโอ ตำบลอ่าวลึกน้อย อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เป็นเขาหินปูนขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นทิวเขาหลายลูกสลับซ้อนกันอยู่ บริเวณรอบๆ จะล้อมด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่าหลากหลายชนิด ด้วยที่นี่มีระบบนิเวศป่าชายเลนที่สมบูรณ์ และมีเวิ้งถ้ำ หินงอกหินย้อย ลากูน เลยทำให้ดูสวยแปลกตา และน่าตื่นเต้นมากๆ นอกจากนี้ ยังมีชะง่อนเพิงผาแปลกตาสวยงาม ที่มีภาพเขียนสีโบราณที่เขียนอยู่บนหน้าผาสูง ทั้งรูปคนและรูปสัตว์อีกด้วย


คำว่า กาโรส นั้น จะมาจากภาษายาวี แปลว่า ไม่สวย น่าเกลียด เลยทำให้เกาะแห่งนี้ได้ฉายาว่า หุบผาปีศาจสองอารมณ์ จากประติมากรรมทางธรรมชาติขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าผาหินของ เขากาโรส เกิดจากการกัดกร่อนของกระแสลม ฝน และน้ำ มานาน จนทำให้กลายเป็น ผารูปปีศาจ ที่สวยแปลกตาแบบนี้


โดยในแต่ละช่วงเวลาของวัน หน้าของปีศาจนั้น ก็จะเปลี่ยนไปด้วย เหมือนกับมีชีวิต ในตอนเช้าหน้าของปีศาจนั้น จะมีสีหน้าที่ดูเศร้าๆ แต่จะกลับมามีรอยยิ้มก็ต่อเมื่อโดนแดดในช่วงเวลาบ่ายๆ นั้นส่องมากระทบนั่นเองค่ะ นอกจากหน้าของปีศาจแล้ว ในบริเวณใกล้ๆ นั้น ถ้ามองดีๆ จะเจอกับรูปผีตาโขน และรูปแม่มดสีดำบนก้อนหินสีขาวขนาดใหญ่ ที่เหมือนกำลังจ้องมองแขกที่มาเยือน เขากาโรส แห่งนี้อีกด้วย

ก็แล้วแต่มุมมองในจินตนาการของแต่ละคนนะครับว่าจะมองเห็นเป็นอะไรมองเป็นหน้าผีหรือว่ามองเป็นหน้าคนก็ไม่สามารถห้ามจินตนาการของแต่ละคนได้

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565

ปีศาจ สกินวอร์กเกอร์ มนุษย์ที่กลายร่างเป็นสัตว์ดุร้าย ตามความเชื่อพื้นเมืองของอินเดียแดง เป็นชนพื้นเมืองของอเมริกาเหนือ

ปีศาจ สกินวอร์กเกอร์ มนุษย์ที่กลายร่างเป็นสัตว์ดุร้าย ตามความเชื่อพื้นเมืองของอินเดียแดง เป็นชนพื้นเมืองของอเมริกาเหนือ

🌀วันนี้เป็นวันที่ 29 สิงหาคมตื่นเช้ามาเจออะไรที่มันวิปริตผิดธรรมชาติ อากาศมืดมัวท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสกับมืดครึ้มลงขนาด 7 โมงเช้าแต่อากาศมืดมัวมืดครึ้มราว กับทุ่ม 2 ทุ่ม ทำให้เรารู้สึกกลัว กลัวธรรมชาติครับเหมือนดวงอาทิตย์มันกำลังจะดับยังไงไม่รู้...

👉🏿วันนี้เราจะมานำเสนอปีศาจอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Skin-walker มนุษย์ที่กลายร่างเป็นสัตว์ป่าที่ดุร้าย เช่น หมาป่า, ไคโยตี้ หรือ หมีกริซลีย์ ด้วยอำนาจของเวทมนตร์หรือคำสาป ดูๆแล้วมันคล้ายๆกับมนุษย์หมาป่าเลยนะครับมนุษย์หมาป่าก็คือมนุษย์ที่แปลงร่างเป็นหมาป่า

👉🏿มาเข้าเรื่องบทความกันเลยดีกว่านะครับเพื่อไม่ให้เสียเวลา

😁สกินวอร์กเกอร์ (อังกฤษ: Skin-walker) เป็นความเชื่อพื้นเมืองของอินเดียแดง ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของอเมริกาเหนือ เช่น เผ่านาวาโฮ สกินวอร์กเกอร์ คือ มนุษย์ที่กลายร่างเป็นสัตว์ป่าที่ดุร้าย เช่น หมาป่า, ไคโยตี้ หรือ หมีกริซลีย์ ด้วยอำนาจของเวทมนตร์หรือคำสาป หรือในพิธีกรรมที่เอาหนังสัตว์มาสวมใส่ (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ สกินวอร์กเกอร์--หนังเดินได้)

😱ซึ่งผู้ที่กลายเป็นสกินวอร์กเกอร์อาจกลายเป็นสัตว์ป่าไปทั้งตัวหรือครึ่งคนครึ่งสัตว์ก็ได้

🤐สกินวอร์กเกอร์ เป็นปีศาจที่ดุร้าย เข้าทำร้ายและฆ่าสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ รวมถึงมนุษย์ด้วย สกินวอร์กเกอร์สามารถเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็ว หลบซ่อนตัวเก่ง มีพละกำลังมาก และยังสามารถเลียนเสียงของผู้คนที่เหยื่อรักหรือผูกพันได้อีกด้วยเพื่อลวงไปสังหาร

😰เรื่องราวของสกินวอร์กเกอร์คล้ายคลึงกับความเชื่อเรื่องมนุษย์หมาป่าในยุโรป หรือความเชื่อของไวกิ้ง ที่เชื่อว่ามนุษย์บางคนอาจกลายร่างเป็นสัตว์ป่าที่ดุร้ายเพื่อเข้าสังหารข้าศึกหรือศัตรูได้ด้วย

นอกจากนี้แล้ว ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองบัลลาร์ด รัฐยูทาห์ มีพื้นที่ขนาด 480 เอเคอร์ (1.9 ตารางกิโลเมตร) ที่ถูกเรียกว่า "ไร่สกินวอร์กเกอร์" (Skinwalker ranch) เป็นพื้นที่ ๆ เชื่อว่ามีปรากฏการณ์เกี่ยวกับยูเอฟโอ

🤪สกินวอร์กเกอร์ถูกอ้างอิงในวัฒนธรรมสมัยนิยมต่าง ๆ เช่น ในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง Skinwalkers ในปี ค.ศ. 2006 หรือในสารคดีของดิสคัฟเวอรี่ แชนนอลชุด Lost Tapes ในชื่อตอน Skinwalker ในปี ค.ศ. 2009 (ในประเทศไทยออกอากาศทางทรูวิชั่นส์ในกลางปีเดียวกัน) เป็นต้น

😱สรุปเรื่องความเชื่อภูตผีปีศาจหรือมนต์คาถาอะไรต่างๆเนี่ยมันมีทุกๆวัฒนธรรมความเชื่อหรือประเพณีต่างๆทั่วโลกเลยนะครับ แล้วแต่ว่าจะเรียกกันว่าอย่างไร
ตัวอย่างนี้อ่ะครับเช่น Skin-walker มนุษย์ที่กลายร่างเป็นสัตว์ป่าที่ดุร้าย เช่น หมาป่า, ไคโยตี้ หรือ หมีกริซลีย์ ด้วยอำนาจของเวทมนตร์หรือคำสาป 

😰นึกถึงประเทศไทยก็มีนะครับอย่างเช่นเสือสมิงคนที่กลานร่างเป็นเสือเพราะมีวิญญาณเสือเข้าสิงหรือว่าเกิดคาถาอาคมคิดๆแล้วมันก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่นะครับ

ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่ดีกว่านะครับสำหรับคนที่เชื่อก็เชื่อสำหรับคนที่ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2565

เวนดิโก(Wendigo)ปีศาจดุร้าย ครึ่งคนครึ่งสัตว์ในความเชื่อของชาวอินเดียนแดงเผ่าต่างๆทั้งในแคนนาดาและสหรัฐอเมริกา


ปีศาจลึกลับครึ่งคนครึ่งสัตว์ เวนดิโก(Wendigo) มันคือเรื่องจริงหรือตำนานที่เล่าต่อๆกันมามันคือเรื่องจริงหรือตำนานที่เล่าต่อๆกันมาแต่บางทีตำนานก็อาจจะเป็นเรื่องจริงที่คนโบราณพบเจอแล้วประสบพบเห็น 

วันนี้เราขอนำเสนอเวนดิโก(Wendigo)ปีศาจ ลึกลับ ครึ่งคนครึ่งสัตว์ จะเป็นอย่างไรและมันจะมีความสยดสยองแค่ไหนเรามาดูพร้อมๆกันเลยนะครับ


เวนดิโก(Wendigo)ปีศาจดุร้าย ครึ่งคนครึ่งสัตว์ในความเชื่อของชาวอินเดียนแดงเผ่าต่างๆทั้งในแคนนาดาและสหรัฐอเมริกา
เวนดิโก(Wendigo)รู้สึกกลัวเจ้าตัวนี้มากๆเลยมีคำถามผุดขึ้นมาว่า 'มันมีจริงรึปล่าวนะ' เราก็เลยไปเสาะหาข้อมูลก็รู้สึกแปลกใจที่มีจริงๆเสียด้วย


เวนดิโก(Wendigo)

เป็นสัตว์ประหลาดดุร้ายในความเชื่อของชาวอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ
ทั้งในแคนนาดาและสหรัฐอเมริกา มันเป็นความเชื่อรวมที่ทุกเผ่าต้องรู้จัก
ไม่ว่าจะเป็นเผ่าอินนู เผ่าครี หรือเผ่าซอแท็ก ต่างก็มีเรื่องเล่าของเวนดิโก ถือว่าโด่งดังพอสมควร เวนดิโกเป็นปีศาจครึ่งคนครึ่งสัตว์ มีลักษณะคล้ายซอมบี้ที่ผอมมากจนเห็นกระดูก ผิวซีด ปากแห้ง ลิ้นห้อย เขี้ยวและเล็บสีเหลืองคมกริบ บางคนบอกมีขนยาวรุงรัง กลิ่นตัวแรงมาก

วิธีล่าเหยื่อของมันคือการเข้าสิงมนุษย์ ใครที่ถูกมันเข้าสิงก็จะกลายเป็นซอมบี้เที่ยวไล่ล่าหาเนื้อมนุษย์สดๆมากินเป็นอาหารร่างกายสามารถโตได้ไม่จำกัด


สาระข้อมูลเพิ่มเติม
เวนดิโก (อังกฤษ: Wendigo) เป็นความเชื่อที่อยู่ในคติชนวิทยาของชาวอินเดียแดงในทวีปอเมริกาเหนือ

ข้อมูลเบื้องต้น กลุ่ม, กลุ่มย่อย ...
เวนดิโก มีชื่อเรียกต่างออกไปในหลายชื่อ ได้แก่ วินดาโก (Windago), วินดิโก (Windiga), วิติโก (Witiko), วีตีโก (Wee-tee-go), หรือ วีห์ติโก (Wihtikow) หรือคำอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกัน

เวนดิโกเป็นความเชื่อรวมกันของอินเดียนแดงเผ่าต่าง ๆ ทั้งในแคนาดาและสหรัฐอเมริกา เช่น เผ่าครี, เผ่าอินนู และเผ่าซอเท็ก เวนดิโกคล้ายกับซอมบี้ เป็นปีศาจร้ายแห่งป่าที่เข้าสิงผู้คนให้กินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเป็นอาหาร 
😬โดยเชื่อว่า เวนดิโกมีรูปร่างคล้ายมนุษย์กึ่งสัตว์ป่า แต่มีรูปร่างที่ผอมบางจนเห็นกระดูก ผิวหนังซีดเหมือนศพ มีตาลึกโบ๋และริมฝีปากแห้ง มีเลือดนองอยู่ตลอดเวลา มีเขี้ยวสีเหลืองยาวและลิ้นยาวที่ตวัดไปมาได้

👉🏿นอกจากนี้แล้ว เวนดิโกยังมีกลิ่นตัวเหม็นคล้ายกับกลิ่นซากศพขณะเน่าเปื่อยอย่างเต็มที่ ซึ่งเวนดิโกสามารถเติบโตและมีร่างกายที่ใหญ่โตตามระยะเวลาที่ได้สั่งสมการกินเนื้อมนุษย์


ซึ่งในวิถีของอินเดียนแดงบางเผ่า มีลักษณะคล้ายกับเวนดิโกอยู่ เช่น มีรายงานจากทางตอนเหนือของรัฐมินนิโซตา ที่มักมีรายงานการหายสาบสูญของนักเดินป่า เป็นต้น 

👉🏿เรื่องราวของเวนดิโกที่โด่งดังที่สุดเกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1879 ที่รัฐแอลเบอร์ตา ในแคนาดา นักดักสัตว์ที่ชื่อ สวิฟต์ รันเนอร์ ถูกจับข้อหาฆาตกรรมสมาชิกในครอบครัวตนเอง เช่น ภรรยา, ลูกทั้งหกคน, แม่ และพี่น้อง รันเนอร์ได้สังหารและกินเนื้อพวกเขาในช่วงฤดูหนาวที่ยาวนาน เขาอ้างว่าเขาถูกวิญญาณเวนดิโกเข้าสิงให้ทำเช่นนั้น ที่สุด รันเนอร์ถูกพิพากษาให้ประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ

👉🏿เวนดิโกถูกอ้างอิงถึงในวัฒนธรรมร่วมสมัยหลายประการ อาทิ นวนิยายเรื่อง The Wendigo โดย อัลเจอร์นอน แบล็กวูด ภาพยนตร์เรื่อง เมืองสยอง คนเขมือบ (Ravenous) ใน ค.ศ. 1999 ซีรีส์ชุด ล่าปริศนาเหนือโลก ตอน อสุรกายเวนดิโก หรือเกม อันทิลดอว์น ใน ค.ศ. 2015 เป็นต้น

อ่านมาจนถึงตอนสุดท้ายของบทความแล้วนะครับเอาเป็นว่าอยากจะตั้งสมมติฐานว่าเวนดิโก(Wendigo) ปีศาจครึ่งคนครึ่งสัตว์ มีลักษณะคล้ายซอมบี้ที่ผอมมากจนเห็นกระดูก ผิวซีด ปากแห้ง ลิ้นห้อย เขี้ยวและเล็บสีเหลืองคมกริบ บางคนบอกมีขนยาวรุงรัง กลิ่นตัวแรง

มันอาจจะเป็นตัวอะไรสักอย่างที่หลงมาจากยุคโบราณเช่นคนป่าโบราณหรือลิงยักษ์หรือว่าเป็นหมาป่าขี้เรื้อนก็ได้เพราะบางคนเห็นว่ามันตัวผอมแห้ง
เดินกระย่องกะย่องกระแยง เหมือนคนเป็นสันนิบาต ง่อยเปลี้ย เสียขา
แถมยังมีกลิ่นเหม็นอีกบางคนบอกมีขนยาวรุงรัง กลิ่นตัวแรง แต่ก็ยังไม่สามารถที่ระบุได้หรือว่าจับตัวเป็นๆได้มีแต่ตำนานที่อ้างว่ามันคือปีศาจ   Wendigo เป็นความเชื่อที่อยู่ในคติชนวิทยาของชาวอินเดียแดงในทวีปอเมริกาเหนือ
และแคนนาดา เหมือนกัน

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ปีศาจแห่งโรงอุปรากร อิงจากเรื่องราวสยองขวัญ ที่เกิดขึ้นจริงในโรงอุปรากรการ์นิเย่ ฝรั่งเศส

ปีศาจแห่งโรงอุปรากร อิงจากเรื่องราวสยองขวัญ ที่เกิดขึ้นจริงในโรงอุปรากรการ์นิเย่ ฝรั่งเศส

โรงอุปรากรปาแลการ์นีเย (ฝรั่งเศส: Palais Garnier; Opéra de Paris; Opéra Garnier; Paris Opéra, ฟังเสียง) เป็นโรงอุปรากรตั้งอยู่ในกรุงปารีสในฝรั่งเศส ที่สร้างโดย ชาร์ล การ์นีเย เป็นสถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูบาโรก โรงอุปรากรปาแลการ์นีเยถือกันว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของยุค

ปีศาจแห่งโรงอุปรากร (อังกฤษ: The Phantom of the Opera; ฝรั่งเศส: Le Fantôme de l'Opéra) เป็นวรรณกรรมฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งประพันธ์โดยนักเขียนชาวฝรั่งเศสนามว่า กัสตง เลอรู เป็นนวนิยายแนวโกธิกแบบลึกลับสยองขวัญ

ซึ่งอิงจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในโรงอุปรากรการ์นิเย่ของฝรั่งเศส และมีเนื้อหาที่กล่าวถึงความรักสามเส้าระหว่างชายอัปลักษณ์ชื่ออีริค (แฟนธ่อม) คริสติน ดาเอ้ ผู้เป็นนักร้องอุปรากรสาวซึ่งเป็นลูกศิษย์ของเขา และราอูล ซึ่งเรื่องนี้จบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่เศร้าสลด

จากเนื้อหาที่คลาสสิกของ ปีศาจแห่งโรงอุปรากร นี้เอง ที่ทำให้มีการนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์, ละครเวที และละครเพลงอยู่บ่อยครั้งตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา และยังมีบทประพันธ์ลูกอีกหลายเรื่อง อาทิเช่น The Phantom (โดย Susan Kay), แฟนทอมออฟเดอะแมนแฮตตัน เป็นต้น

นิยายเรื่อง ปีศาจแห่งโรงอุปรากร นับเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ด้วย

เนื่องจากกัสตง เลอรูได้เขียนขึ้นโดยได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงโดยนับจากช่วงเวลาที่เขาเขียนนิยายย้อนกลับไปประมาณสามสิบปี

ซึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความสนใจแก่เลอรู คือ "การตกลงมาอย่างไม่ทราบสาเหตุของโคมระย้า" ระหว่างอุปรากรเรื่อง "เฟาสต์"

ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายคนและเสียชีวิตหนึ่งคน, การจมน้ำเสียชีวิตของคนกลุ่มเล็กๆ ในคลองใต้โรงละครอย่างลึกลับ, การเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาของเคาต์ฟิลลิปป์ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์โรงละคร และมีการพบศพของเขาที่ปากท่อระบายน้ำ,

เรื่องเล่าเกี่ยวกับ "ผี" ในโรงละคร และการที่โรงละครจะต้องสูญเงินอย่างเป็นปริศนามากถึง 20,000 ฟรังส์ต่อเดือนในช่วงนั้น

แม้ในนิยาย "ผีแห่งโรงละคร" จะเป็นเรื่องที่พูดกันมากในช่วงเวลานั้นจริง ๆ แต่แท้จริงแล้ว เรื่องของผีไม่ใช่เรื่องแพร่หลาย

หากเป็นเรื่องที่รู้กันลับ ๆ เฉพาะในหมู่คนที่ทำงานในโรงอุปรากรเท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่งคือ เรื่องของผีตนนี้โด่งดังขึ้นจากนวนิยายของเลอรูนั้นเอง

กัสตง เลอรูได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาเชื่อเรื่องที่เขาเขียน และยังอ้างว่าระหว่างการซ่อมแซมโรงอุปรากรการ์นิเย่ เขาได้พบศพของมนุษย์

ซึ่งเขาแน่ใจว่านั่นคือ อีริค-ผีแห่งโรงละคร โดยอ้างว่าโครงกระดูกนั่นมี "แหวนทองคำเกลี้ยง" สวมที่นิ้ว ซึ่งตรงกับคำบอกเล่าของคนเปอร์เซียที่ว่า "เขาได้รับแหวนทองคำจากคริสติน ดาเอ้ในวันที่เธอทิ้งเขาไป" แต่เลอรู ไม่ได้บอกว่าร่างที่เชื่อว่าเป็นอีริคนั้นถูกย้ายไปไว้ที่ไหน

เพิ่มเติม
กัสตง หลุยส์ อาลแฟรด เลอรู (ฝรั่งเศส: Gaston Louis Alfred Leroux; 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1868 – 15 เมษายน ค.ศ. 1927) เป็นนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนชาวฝรั่งเศส เกิดที่กรุงปารีส เรียนที่โรงเรียนในแคว้นนอร์ม็องดีก่อนจะกลับมาเรียนวิชากฎหมายที่ปารีส หลังเรียนจบเขาทำงานเป็นเสมียนศาลและนักวิจารณ์ละคร ต่อมาเลอรูทำงานเป็นนักข่าวให้กับหนังสือพิมพ์เลอมาร์แต็ง

ในปี ค.ศ. 1907 เลอรูลาออกจากงานหนังสือพิมพ์และเริ่มเขียนนิยาย นิยายเล่มแรกของเขาคือ เรื่องลึกลับของห้องสีเหลือง (Le mystère de la chambre jaune) เป็นหนึ่งในนิยายเล่มแรก ๆ ที่มีฉากในห้องปิดตาย ต่อมาในปี ค.ศ. 1909 เลอรูตีพิมพ์นิยาย ปีศาจแห่งโรงอุปรากร (Le Fantôme de l'Opéra) เป็นตอน ๆ ในหนังสือพิมพ์เลอกอลัว ผลงานชิ้นนี้เป็นที่รู้จักดีที่สุดของเขา

เลอรูเสียชีวิตที่เมืองนิสในปี ค.ศ. 1927

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2565

ผีในทัศนะของอิสลาม ชัยตอน หรือ ญิน

ผีในทัศนะของอิสลาม

คำว่า ผี ก็ตรงกับคำว่า ญิน ไม่ได้หมายถึงวิญญาณของผู้ตายอย่างที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน เพราะตามคำสั่งสอนของอิสลาม คนที่ตายไปแล้ว ก็จะถูกนำไปพักรออยู่ในโลกแห่งบัรซัค ไม่สามารถออกมาเพ่นพ่านอย่างที่คนเขาอุปาทานกัน ส่วนการที่บอกกันว่า วิญญาณนายคนนั้น วิญญาณนางคนนี้ มาเข้าทรงเข้าสิง หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งนั้นพอจะสรุปได้สามอย่างคือ

 หนึ่ง การที่หมอทรงแกล้งหลอกเพื่อหาเงินใช้
สอง การสะกดจิตตนเองแล้วเสนอข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในส่วนลึกของสมอง (เป็นการอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์)
หรือ สาม การที่ญินเข้าสิงจริงๆ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่บ่อยเท่าข้อแรก

"ชัยตอน" หรือ "ญิน"
ญิน เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ที่มีระบุในอัลกุรอาน ซึ่งมารร้ายอิบลีส มาจากพวกนี้
สิ่งมีชีวิต 4 ประเภท
ตามหลักความเชื่อที่มีระบุในอัลกุรอาน อัลลอหฺทรงสร้างสรรพสิ่งสุดจะครณาได้ ทว่าที่เห็นว่ามีชีวิตนั้นมีอยู่สี่อย่างคือ

๑. มีปัญญา มีตัณหา มีตัวตน(เป็นเลือดเนื้อและกระดูก) นั่นคือมนุษย์

๒. มีปัญญา มีตัณหา ไม่มีตัวตนที่เห็นด้วยตาเปล่า นั่นคือญิน

๓. มีปัญญา ไม่มีตัณหา ไม่มีตัวตน นั่นคือมลาอิกะหฺ

๔. ไม่มีปัญญา มีตัณหา มีตัวตน นั่นคือสัตว์

 มนุษย์นับถือศาสนาตามที่ตนคิดว่าถูกต้อง ขวนขวายหาทางรอดในชีวิตประจำวันเรื่อยไป จนกว่าจะสิ้นชีพ ที่ประเสริฐที่สุดคือมนุษย์ยามใช้ปัญญาประกอบความดี แต่เมื่อใดยึดตัณหาเป็นใหญ่ ประกอบความชั่ว ฝ่าฝืนกฏระเบียบ ก็ไม่จะผิดกับเดรฉาน 

เนื่องจากมนุษย์มีเลือดเนื้อที่มาจากดิน เช่นเดียวกับมนุษย์คนแรกคือ อาดัม จึงผูกพันอยู่กับดินไม่จบสิ้น เสพสุขกับอาหารที่งอกเงยมาจากดิน รักและครอบครองผืนแผ่นดิน สะสมธาติและสารที่มาจากดิน เช่นทองคำและเพชรพลอย เมื่อสิ้นชีพร่างกายของมนุษย์ก็กลายเป็นดินอีกครั้ง และมนุษย์ก็จะผูกพันกับ กาละ และ เทศะ ไม่อาจดิ้นรนให้พ้นไปได้
ญินที่ถูกสร้างมาจากเพลิง นั้นก็เหมือนกับมนุษย์ คือจะอาศัยอยู่ในโลกนี้ ทว่ามีตัวตนที่เราไม่อาจจะเห็นด้วยตาธรรมดา มีศาสนาและความเชื่อถือแตกต่างกันไป ในอัลกุรอานได้ระบุว่า ญินพวกหนึ่งได้เดินทางมาหาท่านนบีมุฮัมมัดและเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

ทั้ง มนุษย์และญินต่างก็หาคำตอบว่า หลังจากดับไปจากโลกนี้แล้ว พวกตนจะไปไหน?

 ส่วน มะลาอิกะห์นั้นเมื่อไม่มีตัณหาก็จะขาดความประสงค์ จึงมีหน้าที่ดูแลระบบฟากฟ้าและโลกตามพระบัญชาของอัลลอหฺโดยไม่ขาดตกบกพร่อง เมื่อถูกสร้างมาจากรัศมี การเคลื่อนไหวก็คงเป็นเช่นแสง เข้าออกและเปลี่ยนที่โดยไม่มีพันธะ หน้าที่ของพวกเขาก็คือการเป็นทาสที่ซื่อสัตย์ และไร้กังวลต่อการสอบสวนในวันสุดท้่าย

ที่ต่ำสุดก็คือสัตว์เดรฉาน ทว่าเป็นพวกที่โชคดีกว่ามนุษย์และญินส่วนมาก เพราะไม่ถูกลงโทษวันปรโลก

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

มันคืออะไรน่าขนลุก! บางสิ่งคล้ายผีทะเล ปรากฏตัวนอกชายฝั่งของอังกฤษ


น่าขนลุก! บางสิ่งคล้ายผีทะเล ปรากฏตัวนอกชายฝั่งของอังกฤษ

เข้าสู่วันฮัลโลวีนผู้คนทั่วโลกต่างสนุกสนานไปกับกิจกรรมต่างๆในช่วงเทศกาลฮัลโลวีนกันอย่างเนืองแน่น แม้ว่าสถานการณ์โควิด19จะทำให้ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองซบเซาไปบ้างก็ตาม

ขณะเดียวกันสื่อออนไลน์กำลังให้ความสนใจภาพถ่าย 'ผีทะเล' แปลก ๆ ที่ปรากฏตัวขึ้นนอกชายฝั่งเมืองแองเกิลซีย์ ประเทศเวลส์ ซึ่งนั่นทำให้คนตกตะลึงเป็นอย่างมาก

รายงานระบุว่า หลังจากที่ภาพถ่ายใหม่ปรากฏบนโซเชียลมีเดีย เมื่อไม่กี่วันก่อนวันฮัลโลวีน ผู้คนต่างให้ความสนใจกับวัตถุรูปร่างประหลาดคล้ายมนุษย์ ที่ดูน่าขนลุก หลายคนต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็น และยอมรับว่า พวกเขาไม่อยากเห็นอะไรแบบนี้ในตอนเย็นที่มืดมิด เพราะมันน่ากลัวมาก และอีกคนกล่าวเสริมว่า จริงๆ แล้วมันค่อนข้างน่ากลัว.... โดยเฉพาะถ้าเห็นใต้แสงจันทร์...

วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

จดหมายลึกลับในศตวรรษที่ 17 เขียนโดยแม่ชีที่ถูกปีศาจครอบงำ


จดหมายลึกลับในศตวรรษที่ 17 เขียนโดยแม่ชีที่ถูกปีศาจครอบงำ เพิ่งได้รับการถอดรหัสบางส่วน...
Maria Crocifissa della Concezione
หรือเรียกสั้นๆ ว่า Maria เธอเป็นแม่ชี
ในศตวรรษที่ 17 โดยมีตำนานเล่าว่าเธอถูก Lucifer จอมมารแห่งนรกเข้าครอบงำ และใน
ปี 1676 เธอก็ได้เขียนจดหมายลึกลับฉบับหนึ่งเอาไว้ที่สำนักนางชี Palma di Montechiaro
จดหมายลึกลับที่ซาตานใช้ร่างของเธอเขียนเอาไว้ ไม่มีใครสามารถไขปริศนาได้จนกระทั่ง 341 ปีต่อมา ...
กลุ่มนัวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์
ชาวอิตาลี ก็ได้ทำการถอดรหัสคำแปลที่อยู่บนจดหมายออกมาได้

โดยใช้โปรแกรมถอดรหัสที่ได้ค้นพบบนเว็บไซต์สายมืด และได้พบว่าข้อความที่ปรากฏบนในจดหมายเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก เพราะมันได้อธิบายถึงพระเจ้า และพระเยซูว่าเป็น "ตัวถ่วง"

สำหรับ Maria เธอได้เข้ามาอยู่ในสำนักนางชีเมื่อตอนที่
อายุ 15 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้เธอมีชื่อว่า Isabella Tomasi โดยเช้าวันหนึ่งในปี 1676 เธอได้เผยว่า......
เธอตื่นขึ้นมาพร้อมกับข้อความลึกลับที่ถูกเขียนลงบนจดหมาย โดยเธอได้บอกน้องสาวของเธอว่า เธอกำลังถูกซาตานครอบงำ และบอกให้เธอเขียนข้อความเหล่านี้

แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายปี ข้อความที่อยู่ในจดหมายก็ยังคงเป็นปริศนา และยังไม่มีแม่ชีคนไหนสามารถแปลข้อความลึกลับที่ Maria เขียนลงบนจดหมายได้เลย

และเราก็ต้องขอขอบคุณทีมงานจากศูนย์วิทยาศาสตร์ Ludum ในคาตาเนีย ประเทศอิตาลี เป็นอย่างมาก เพราะในที่สุดพวกเขาก็สามารถแปลข้อความในจดหมายออกมาได้ โดยใช้โปรแกรมที่ค้นพบบนเว็บมืดมาเปิดเผยความลับที่ถูกเก็บเอาไว้มานานหลายร้อยปี

ทางด้าน Daniele Abate ผู้อำนวยการจากศูนย์วิทยาศาสตร์ได้ออกมาเผยว่า "เราได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเว็บมืดที่ให้บริการเกี่ยวกับโปรแกรมถอดรหัส และเมื่อสามารถแปลข้อความในจดหมายออกมาได้ก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่เลวร้ายจริงๆ"
อย่างไรก็ตาม
ทางนักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มทำความเข้าใจ และสามารถแปลข้อความในจดหมายได้ 15 บรรทัด ซึ่งพวกเขาพบว่า ในนั้นมีการกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ พระเจ้า และซาตาน
นอกจากนี้ยังพบว่า ข้อความเหล่านั้นไม่สอดคล้องกัน
ซึ่งพวกเขาก็คาดว่า Maria อาจจะเป็นบุคคลโรคจิต รวมถึงเป็นผู้ป่วยโรคไบโพล่าร์ หรือโรคอารมณ์สองขั้วนั่นเอง...
ทั้งนี้ ภายในจดหมายได้อธิบายถึงพระเจ้า พระบิดาและพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เป็น 
"ตัวถ่วง" อีกทั้งยังเผยอีกว่า พระเจ้าทรงคิดว่าพระองค์สามารถเป็นอิสระจากมนุษย์ได้
ที่มา catdumb

วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ตำนานมนุษย์หมาป่า ที่เกิดขึ้นจริง


ตำนานมนุษย์หมาป่า" ที่เกิดขึ้นจริงกับชาย "สตัมป์" ด้วยความจริงอันอำมหิตที่ชาวโลกไม่เคยรู้มาก่อนแบบนี้!!

เรื่องราวของชายที่กลายร่างเป็นหมาป่านั้น เป็นเรื่องราวที่เล่าต่อกันมาตั้งแต่ในสมัยอดีตแล้ว จนกระทั่งมาถึงยุคกลางยุโรป จึงมีคำจำกัดความหมาย "werewolf" หรือ "มนุษย์หมาป่า" 

เกิดขึ้นในปี 1589 ได้มีสัตว์หน้าตาประหลาดคล้ายกัหมาป่าเข้าบุกทำร้ายคนในหมู่บ้าน Epprath ของเยอรมันตะวันตก ซึ่งชาวบ้านสามารถตัดอุ้งเท้าของมันมาได้ข้างหนึ่ง แต่มันก็ไม่ตายแถมยังหนีไปได้อีกด้วย

จนกระทั่งชาวบ้านเห็นชาวนาผู้มีฐานะดีนามว่า "ปีเตอร์ สตัมป์" บุคคลที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เกิดมือด้วนกุดข้างเดียวกับสัตว์ประหลาดที่เคยเข้ามาทำร้ายคนในหมู่บ้าน เป็นเหตุให้ชาวบ้านเชื่อว่า เขาคือ
"มนุษย์หมาป่า" ด้วยสภาพที่น่าสงสัย เขาจึงถูกพาตัวมพิจารณาคดีที่ศาล

"สตัมป์" ถูกทรมานอย่างหนัก จนในที่สุดเขาก็ยอมเปิดปากพูดว่า แท้จริงแล้วมีปีศาจตนหนึ่งได้ให้เข็มขัดอันหนึ่งแก่เขา และหลอกล่อเขาว่า เข็มขัดอันนี้ทำให้เขากลายร่างเป็นหมาป่าได้ด้วยหากแต่ความจริงนั้น มันกลับถูกซ้อนสิ่งชั่วร้ายไว้อย่างโหดเหี้ยม ที่เขาไม่รู้ว่ามันเป็นหมาป่ากระหายเลือด และมีดวงตาดุจประกายไฟในยามค่ำคืน แต่เมื่อรู้ความจริงแล้ว มันก็สายไปเพราะเขาดันไปรับของปีศาจ จึงต้องมีสภาพเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

เขายังสารภาพอีกว่า เคยกินลูกชายของตนเอง และยังมีความสัมพันธ์กับลูกสาวตัวเองรวมถึงญาติห่างๆ อีกคนด้วย

ดังนั้นศาลจึงจำเป็นต้องลงโทษ "สตัมป์" อย่างโหดเหี้ยมที่สุด ด้วยการผูกเขาติดกับล้อและให้ฉีกเนื้อออกเป็นชิ้นๆ ด้วยเหล็กแหลมร้อนๆ ส่วนแขนกับขาก็ให้ทุบตีจนกว่าจะหัก ก่อนที่จะถูกตัดหัว พร้อมกับนำตัวลูกสาวและญาติอีกคนมาเผารวมกับร่างของเขา....
นี่คือภาพบุคคลต้นตำนานมนุษย์หมาป่าของประเทศไทย
ชื่อนายสตรอศักดิ์ชาวจังหวัดกรุงเทพเกิดเมื่อ 2487
เรื่องราวทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นที่มีต้นกำเนิดของตำนานมนุษย์หมาป่าในยุโรปนั้งเอง

วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

กำเนิดซาตาน

ซาตาน มาจากภาษาอังกฤษ (Satan) ซึ่งยืมมาจากภาษาอาหรับ ว่า ชัยฏอน
(ในพระคัมภีร์เป็นภาษาฮีบรู แปลว่า ปฏิปักษ์ หรือผู้ขัดขวาง)ซาตาน คือผู้ที่เป็นศัตรูของพระเจ้าในคริสต์ เป็นตัวต้นตอของความชั่วร้าย ปิศาจ และความมืด ซาตานแตกต่างจากปิศาจทั่วไปเพราะซาตานคือเจ้าแห่งปิศาจทั้งมวล มารร้ายที่ล่อหลอกมนุษย์ให้หลงผิด และกระทำความชั่ว
(ภาพประกอบ)
เมื่อ พูดถึงซาตาน คนทั่วไปมักจะนึกถึงตัวประหลาดที่มีเขา 2 เขา หรือผีที่มีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว แต่แท้จริงแล้วพระคัมภีร์บอกว่าซาตานนั้นเป็นทูตสวรรค์ชั้นสูง มีรูปร่างงดงาม ฉลาด เป็นทูตสวรรค์ที่สมบูรณ์แบบ และพระเจ้าได้ทรงตั้งให้อยู่ท่ามกลางเครูบ มีชื่อเรียกว่าลูซิเฟอร์ ดังที่ปรากฏในหนังสือประกาศกเอเสเคียล 28:12 - 15..
"บุตรแห่งมนุษย์ เอ๋ย จงเปล่งเสียงบทคร่ำครวญเพื่อกษัตริย์เมืองไทระ และจงกล่าวแก่ท่านว่าพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า เจ้าเป็นตราแห่งความสมบูรณ์แบบเต็มด้วยสติปัญญาและมีความงามอย่างพร้อมสรรพ เจ้าอยู่ในเอเดนพระอุทยานของพระเจ้า เพชรพลอยทุกอย่างเป็นเสื้อของเจ้า คือทับทิม บุษราคัมน้ำอ่อน เพชร เพทาย โกเมน และมณีโชติ ไพฑูรย์ มรกต และเบริล เพชรพลอยเหล่านี้ฝังในทองคำและลวดลายแกะสลักก็เป็นทองคำ สิ่งเหล่านั้นจัดเตรียมไว้ในวันที่สร้างเจ้าขึ้นมา เราตั้งเจ้าให้อยู่กับเครูบ ผู้พิทักษ์ที่ได้เจิมตั้งไว้ เจ้าอยู่บนภูเขาบริสุทธิ์แห่งพระเจ้า และเจ้าเดินอยู่ท่ามกลางศิลาเพลิง"
(ภาพประกอบ)
พระ เจ้าไม่ได้สร้างซาตาน พระองค์สร้างแต่ทูตสวรรค์ ซาตานเกิดขึ้นจากความหยิ่งผยองของทูตสวรรค์ตนหนึ่งที่สมบูรณ์แบบ ที่คิดว่าตนเองรูปร่างงดงาม มีตำแหน่งสูงกว่าบรรดาทูตสวรรค์องค์อื่น ๆ และฉลาดที่สุด ดังนั้นตนจึงสมควรที่จะได้รับการยกย่อง ได้รับการนมัสการแทนพระเจ้า
แต่ในหลักการทางศาสนาอิสลาม พระเจ้าเป็นผู้ทรงสร้างซาตานหรือไซฏอน ซาตานเป็นศัตรูของชาวมุสลิม ซาตานจะคอยหลอกให้มนุษย์ทำแต่ในสิ่งที่ชั่ว
"จิตใจของเจ้าผยองขึ้น เพราะความงามของเจ้า เจ้ากระทำให้สติปัญญาของเจ้าเสื่อมทรามลงเพราะเห็นแก่ความงามของเจ้า เราเหวี่ยงเจ้าลงที่ดินแล้ว เราตีแผ่เจ้าต่อหน้ากษัตริย์ทั้งหลาย เพื่อตาของท่านทั้งหลายเหล่านั้นจะเพลินอยู่ที่เจ้า" เอเสเคียล 28:17
ความหยิ่งยโสนี้เป็นหนึ่งในความบาปที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง เหมือนกับที่บอกไว้ในพระธรรมสุภาษิต 6:16 - 19 ดังนี้ "มี หกสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงเกลียด มีเจ็ดซึ่งเป็นที่น่าเกลียดน่าชังสำหรับพระองค์ ตายโส ลิ้นมุสา และมือที่ทำโลหิตไร้ผิดให้ตก จิตใจที่คิดแผนงานโหดร้าย เท้าซึ่งรีบวิ่งไปสู่ความชั่ว พยานเท็จซึ่งหายใจออกเป็นคำมุสา และคนผู้หว่านความแตกร้าวท่ามกลางพวกพี่น้อง"
เพราะความหยิ่งผยองนี้เอง ซาตานจึงถูกพระเจ้าขับไล่จากสวรรค์ และถูกผลักให้ตกลงมายังโลกมนุษย์ ตกลงมายังปากแดนของคนตาย....
"โอ ดาวประจำกลางวันเอ๋ย พ่อโอรสแห่งพระอรุณ เจ้าร่วงลงมาจากฟ้าสวรรค์แล้วซิ เจ้าถูกตัดลงมายังพื้นดินอย่างไรหนอ เจ้าผูกระทำ ให้บรรดาประชาชาติตกต่ำน่ะ เจ้ารำพึงในใจของเจ้าว่า ข้าจะขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์เหนือดวงดาวทั้งหลายของพระเจ้า ข้าจะตั้งพระที่นั่งของข้า ณ ที่สูงนั้น ข้าจะนั่งบนขุนเขาชุมนุมสถาน ณ ที่อุดรไกล ข้าจะขึ้นไปเหนือความสูงของเมฆ ข้าจะกระทำตัวของข้าเหมือนองค์ผู้สูงสุด แต่เจ้าถูกนำลงมาสู่แดนคนตาย ยังที่ลึกของปากแดน" อิสยาห์ 14:12-15
(ภาพประกอบ)
อย่างไรก็ตาม ซาตานกับลูซิเฟอร์อาจไม่ใช่ทูตสวรรค์ตนเดียวกัน Jewish Encyclopedia ระบุ ว่าในคัมภีร์ฮิบรูหลายฉบับนั้น ซาตานเป็นทูตสวรรค์ที่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้าให้ล่อลวงและทรมานมนุษย์เพื่อ พิสูจน์ศรัทธาเท่านั้น ไม่อาจกระทำตามใจตนได้ นอกจากลูซิเฟอร์แล้วยังมีอดีตทูตสวรรค์อีกสามตนที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นซาตาน บ่อยๆคืออแบดดอน (Abaddon - Angel of the Abyss) เบลเซบับ (Beelzebub - Lord of the Flies) และซามาเอล (Samael - Poison of God)
เรียบเรียงข้อมูลเพิ่มเติมโดยmanman

รายการบล็อกของฉัน

 hellomanman  happy-topay  invite-buying
 men-women-apparel diarylovemanman news-the-world
 homemanman alovemanman
 menmen-love
 ghost-in-manman  U.F.O.manman fishmanman
foodmanman  flowermanman herbs-in-manman
devilmanman herbs-in-manman manman clip