บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2567

เรื่องเล่าสยองขวัญจากประเทศอังกฤษชายแบกหิบลึกลับกับเหตุการณ์พิศวงที่ยังหาคำตอบไม่ได้

เรื่องเล่าสยองขวัญจากประเทศอังกฤษชายแบกหิบลึกลับกับเหตุการณ์พิศวงที่ยังหาคำตอบไม่ได้



เรื่องนี้เป็นเรื่องสยองขวัญคลาสสิกของประเทศอังกฤษ ปี 1906 ที่ประสบการณ์ของลอร์ด ดัฟเฟอริน(Lord Dufferin ‘s Story) เป็นทูตชาวอังกฤษ โดยเหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อเขาพักในชนบทของสหายที่ไอร์แลนด์
คืน หนึ่ง ระหว่างที่พักอยู่ที่นั่น ท่านทูตรู้สึกกระสับกระส่ายผิดปกติจนไม่สามารถข่มตาหลับได้ ท่านลุกจากเตียง ตรงไปที่หน้าต่าง คืนนั้น ดวงจันทร์ส่องแสงสกาว สว่างราวกับสวนทั้งสวนอยู่ยามเช้า ขณะที่กำลังชมสวนอยู่นั้นเอง ท่านก็มองเห็นชายคนหนึ่งแบกหิบยาวเดินมา ร่างที่เงียบกริบส่อลางร้ายนั้นค่อยๆ เดินตัดสนามหญ้าสกาวในสวน เมื่อผ่านบานหน้าต่างที่ลอร์ด ดัฟเฟอรินยืนอยู่ ชายคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาจ้องสบดวงตาท่านทูต ท่านลอร์ดสะดุ้งเฮือกด้วยความหวาดกลัว 


ดวงตาของชายคนนั้นน่าเกลียดน่ากลัวเกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยาย เขาจ้องมองท่านอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็แบกหีบ ยาว เดินลับหายไปในเงามืด ท่านทูตมองเห็นชัดเชนว่าสิ่งที่วางอยู่บนหลังของเขานั่นคือโลงศพ


(บางตำนาน ปรากฏว่าเป็นรถม้าแบกโลง)


เช้า วันรุ่งขึ้นลอร์ด ดัฟเฟอรินเที่ยวถามเจ้าของบ้านและแขกคนอื่นๆ ถึงชายลึกลับในสวน แต่ไม่มีใครทราบเรื่องของเขา ทุกคนหัวเราะและบอกว่าท่านคงฝันร้าย แต่ท่านทูตรู้ดีว่าไม่ใช่แน่นอน
หลาย ปีหลังจากนั้นลอร์ด ดัฟเฟอรินเป็นแขกของอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำปารีส 

ลองมาดูโชว์เคสของ Happy shopping บน TikTok สิ! แหล่งรวมสินค้ามากมายจาก TikTok

ท่านกำลังจะไปงานเลี้ยงรุ่นที่นั่น ขณะที่กำลังจะเดินเข้าไปในลิฟต์นั้นเอง(ลิฟต์เป็นของใหม่ในสมัยนั้น) ลอร์ดก็เกิดความรู้สึกลี้ลับบางอย่างทำให้ท่านหันไปมองพนักงานประจำลิฟต์ ความตื่นตระหนกแล่นมาจับที่ขั้วหัวใจ เขาคือชายคนเดียว


(หรือหน้าเหมือน)กับคนที่แบกหิบในสวนกลางแสงจันทร์คืนนั้น ท่านลอร์ดชะงักอยู่หน้าลิฟต์อย่างไม่ตั้งใจ ประตูลิฟต์ค่อยๆ ปิดลง และเพียงสองสามนาทีหลังจากท่านลอร์ดยืนตะลึงอยู่นั้น เสียงโรงก้องกัมปนาทก็ดังขึ้น ท่านลอร์ดสะดุ้งสุดตัว สายเคเบิลขาด 


ลิฟต์ร่วงลงไปกระแทกกับพื้นจากชั้นสาม?ผู้โดยสารหลายคนเสียชีวิตอย่างน่าอนาจ รวมทั้งพนักงานกดลิฟต์ผู้ลึกลับ ขากการสอบสวนพบว่า พนักงานผู้นั้นเป็นลูกจ้างชั่วคราวและเพิ่งมาทำงานวันแรก ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน…?

>

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567

รอยเท้าปริศนารูปเกือกม้าเมื่อร้อยปีก่อน และจู่ ๆ มันกลับมาที่เดิมอีกครั้ง

รอยเท้าปริศนารูปเกือกม้าเมื่อร้อยปีก่อน และจู่ ๆ มันกลับมาที่เดิมอีกครั้ง



รอยเท้าร้อยไมล์
ย้อนกลับไปในปี 1855 ที่มณฑลเดวอน (Devon) ทางตอนใต้ของอังกฤษ ที่เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวของปีหิมะตกตอนกลางคืนอยากหนักและได้หยุดตกตอนใกล้ฟ้าสาง ชาวบ้านเริ่มออกทำมาหากินกันอีกครั้ง แม้มันอาจจะดูไม่แปลกเท่าใดนักเพราะเมื่อคนในหมู่บ้านพบกับออกมารอยเท้ากีบของสัตว์ที่อาจเป็นม้าหรือลา เป็นเส้นทางลัดเลาะตัดผ่านหมู่บ้านแห่งนี้ไป

แต่มันเริ่มแปลกตรงที่รอยเท้าที่มีลักษณะเป็นกีบเหล่านั้นดันไปเกิดขึ้นตามผนังบ้าน หน้าต่าง รวมถึงบนหลังคาของชาวบ้านแห่งนี้ด้วย และเมื่อทำการสังเกตดีๆ มันเป็นรอยเท้าที่เป็นแนวตรงเหมือนกับมนุษย์ ที่ใช้สองเท้าเดิน ไม่เหมือนกับสัตว์ที่มีกีบทั่วไปที่เคยรู้จักที่จะต้องมีรอยทั้ง 4 ข้าง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้ว มีระยะก้าวที่เท่ากันมาก ชาวบ้านจึงเริ่มแกะรอยเพื่อหาคำตอบ 

จนกระทั่งตามรอยเท้า
ไปจนสุดที่แม่น้ำที่เป็นน้ำแข็งระยะอีก 2 ไมล์ ว่ากันว่าชาวบ้านจากหมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไปถึง 100 ไมล์(ราว 160 กิโลเมตร) ก็พบรอยเท้าประหลาดนี้ในช่วงเวลาเดียวกันด้วย


ทำให้ชาวบ้านเริ่มเชื่อว่าอาจเป็นตำนานของปีศาจและตั้งชื่อมันว่า “รอยเท้าปีศาจ (Devil’s Footprints)” เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นรอยเท้าของสัตว์พวกม้าหรือลา แม้มันจะดูใกล้เคียงมากที่สุดก็ตาม แต่ไม่มีทางที่สัตว์จะสามารถเดินทางท่ามกลางหิมะตกได้นานถึง 160 กม. ภายในคืนเดียวได้แน่ ๆ แล้วอาจเป็นไปได้ว่ามันคือร่องรอยของปีศาจหรือสัตว์ลึกลับที่ไม่มีใครู้

นักทฤษฎีบางคนเชื่อว่ามันเป็นรอยเท้าของจิงโจ้ หรือสัตว์บางชนิดในช่วงหนีหนาวเท่านั้น บางคนก็เชื่อว่าเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่รอยเท้าเหล่านี้ก็ไม่เคยถูกพิสูจน์ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร จนกระทั่งปี 2009 รอยเท้าลักษณะเดิมก็กลับมาปรากฏให้เห็นอีกครั้งที่มลฑลเดวอน เช่นเดียวกับเมื่อร้อยกว่าปีก่อนอีกครั้ง! แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นรอยอะไร.....

ข้อมูลเพิ่มเติม
รอยเท้าปีศาจ (อังกฤษ: Devil's Footprints) เป็นชื่อเรียกปรากฏการณ์ประหลาดที่ตราบจนวันนี้ก็ยังไม่มีคำอธิบายว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร


ภาพวาดปรากฏการณ์รอยเท้าปีศาจ
เหตุการณ์
ในวันที่ 8–9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1855 ที่มณฑลเดวอน ใกล้กับแม่น้ำเอ็ก ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ มีหิมะตกอย่างหนัก รุ่งเช้าขึ้นมา ชาวเมืองต่างพบกับร่องรอยประหลาดบนพื้นหิมะและน้ำแข็งคล้ายรอยเท้าของสัตว์จำพวกสัตว์กีบ เช่น ลาหรือม้า ขนาดของรอยนั้นยาว 4 นิ้ว กว้าง 2 นิ้วเศษ ร่องรอยนี้ได้

กระจายไปทั่วเมือง ราวกับว่าเจ้าของเท้านี้ได้เดินไปทั่วเมืองในเวลากลางคืนที่ผ่านมา ทั้งสนามหญ้าหรือท้องทุ่ง แต่ทว่าที่ประหลาด คือ รอยนี้ดูเหมือนว่าจะเดินด้วยสองเท้าหลังเท่านั้น และปรากฏไปทั่ว แม้กระทั่งในสถานที่ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เช่น บนกำแพง, ขอบหน้าต่าง หรือหลังคาบ้าน และแม้กระทั่งในท่อระบายน้ำที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 6 นิ้วเท่านั้น ความห่างระหว่างรอยมีความสม่ำเสมอกัน ซึ่งในบางแห่งการสถานที่เกิดรอยมีความห่างกันมาก จนเจ้าของรอยจะต้องกระโดดเป็นระยะทางไกล และรวมระยะทางที่ร่องรอยนี้ปรากฏเป็นระยะทางนับ 100 ไมล์ ซึ่งคงไม่มีสัตว์ชนิดไหนที่จะทำเช่นนี้ได้ภายในคืนเดียว


รอยนี้ไปสิ้นสุดลงที่เมืองลิมสโตน ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน คล้ายกับว่าได้หายตัวไปเฉย ๆ ซึ่งไม่มีผู้ใดทราบว่าเกิดจากการกระทำของสัตว์ชนิดใดหรือผู้ใด จึงเรียกกันว่า "รอยเท้าปีศาจ"

ได้มีผู้ตั้งทฤษฎีไว้เกี่ยวกับรอยเท้าปีศาจนี้มากมาย ทั้ง เชื่อว่า เกิดจากการกระทำของจิงโจ้หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่กระแสน้ำอุ่นที่ได้ลอยกระทบกับอุณหภูมิที่ลอยต่ำลงมา ซึ่งทำให้เกิดไอน้ำขึ้น เมื่อไอน้ำได้ลอยไปกระทบพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยหิมะ ก็อาจทำให้น้ำเกิดการพองตัวขึ้นจนเกิดรอยดังกล่าว แต่ก็เป็นได้เพียงข้อสันนิษฐานของปริศนาที่เกิดมานานกว่า 150 ปีแล้ว


และในวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 2009 ปรากฏการณ์รอยเท้าปีศาจนี้ก็ได้กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง ณ มณฑลเดวอน เช่นเคยเหมือนในอดีต

Devil’s Footprints

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

เปิดตำนานBlack Shuck สุนัขปีศาจ

เปิดตำนาน! ‘Black Shuck’ สุนัขปีศาจที่ออกอาละวาดในยุคกลางของอังกฤษ แถมมีหลักฐานที่ยืนยันว่ามันอาจมีตัวตนอยู่จริง
ในปี 2014 มีรายงานการพบโครง
การดูกสุนัขยักษ์ บริเวณ Leiston Abbey เมือง Suffolk ประเทศอังกฤษ ซึ่งหากนำโครงกระดูกสุนัขมาเรียงต่อกันในท่ายืนมันจะมีขนาดความสูงถึง 7 ฟุตเลย
ทีเดียว แน่นอนว่าโครงกระดูกของสุนัขที่พบมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่กว่าโครงกระดูกสุนัขทั่วไป 

ทำให้หลายคนเชื่อว่านี่อาจเป็นโครงกระดูกของ “Black Shuck” 
สุนัขปีศาจที่ออกอาละวาดในยุคกลางของอังกฤษ ตามตำนานระบุว่าสุนัขปีศาจ Black Shuck เป็นสุนัขที่มีขนาดใหญ่โตมาก ขนของมันเป็นสีดำสนิท ดวงตาสีแดงสังเกตเห็นได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

ว่ากันว่าทุกสถานที่ที่สุนัข Black Shuck ปรากฏตัวจะเกิดเรื่องเลวร้าย และมีผู้เสียชีวิตจากการปรากฏตัวของมันอยู่เสมอ ยิ่งไปกว่านั้นการปรากฏตัวของมันยังทิ้งร่องรอยให้กับผู้พบเห็นเป็นกลิ่นไหม้ ร่องรอยเผาไหม้ในจุดต่างๆ ที่มันไปเยือนอีกด้วย แต่สิ่งที่จะช่วยยืนยันความสยองของสุนัขปีศาจ Black Shuck ได้ค่อนข้างดีที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น ตำนานการพบเห็น Black Shuck 
ในโบสถ์ Holy Trinity เมือง Suffolk ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 4 สิงหาคม ปี 1577

ตามตำนานระบุว่า ในขณะที่ชาวบ้านหลายคนกำลังสวดอธิษฐานขอพรพระเจ้า สุนัขปีศาจ Black Shuck ก็ได้ปรากฏตัวขึ้น ทันใดนั้นเองท้องฟ้าที่สว่างสดใสก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นความมืด พร้อมกับการเกิดลมพายุขึ้นอย่างรุนแรง สุนัขปีศาจ Black Shuck ทำร้ายผู้คนอย่างโหดเหี้ยม มันใช้ฟันที่แหลมคมของมันกัดไปที่คอของเหยื่อ จนมีผู้เสียชีวิตไป 2 ราย ก่อนที่มันจะหายตัวไปพร้อมกับคราบไหม้ที่ผนังของโบสถ์

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในโบสถ์ Holy Trinity ไม่ได้เป็นเหตุการณ์เดียวที่บันทึกการพบเห็นสุนัขปีศาจ Black Shuck เพราะยังมีบันทึกอ้างถึงการพบเห็นสุนัขปีศาจอีกเป็นจำนวนมาก
โดยในปัจจุบันประตูโบสถ์บานหนึ่งภายในโบสถ์ Holy Trinity ก็ยังคงมีรอยไหม้หลงเหลือให้เห็นอยู่ หลายคนจึงเชื่อว่าในอดีตสุนัขปีศาจ Black Shuck อาจมีตัวตนจริงไม่ใช่ตำนานที่ถูกแต่งขึ้นมาแต่อย่างใด?
เรียบเรียง : Sp

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

สมรภูมิหลอน ที่เอ็ดฮิลล์


💥สมรภูมิหลอน ที่เอ็ดฮิลล์‼️

ค้นหา
ในวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ.1642 กองทัพฝ่ายกษัตริย์เปิดศึกกับทัพฝ่ายรัฐสภาในทุ่งราบระหว่างเนินเอ็ดฮิลล์ กับหมู่บ้านไคน์ตัน ทางใต้ของวอร์วิคไชร์ ในเขตมิดแลนด์ ภาคตะวันตกของอังกฤษ  

ศึกในวันนั้น ฝ่ายกษัตริย์มีกำลังพล 12,000 นาย ส่วนฝ่ายรัฐสภามี 15,000 นาย หลังการรบสิ้นสุด มีทหารตายไปฝ่ายละ 500 คน

หลังศึกเอ็ดฮิลล์จบลงหลายเดือน ชาวนาจำนวนมากในพื้นที่ พบเห็นภาพการรบของกองทหารสองฝ่ายในศึกครั้งนั้น มาปรากฏให้เห็นซ้ำๆหลายครั้ง

 โดยพวกนั้น ได้เล่ากันมาว่า ภาพกองทัพของทั้งสองฝ่าย ก่อตัวขึ้นจากสายหมอกขาว ในยามกลางวัน จนปรากฏเป็นภาพเคลื่อนไหวและเสียงของการรบอันดุเดือด กึกก้องท้องทุ่ง ก่อนจะค่อยๆสลายไป ซึ่งได้สร้างความหวาดกลัวให้ผู้ที่พบเห็น ด้วยเชื่อกันว่า เป็นอาถรรพ์ของวิญญาณทหารที่ตายในศึกนั้น

พระเจ้าชาร์ลที่1ทรงสนพระทัยเรื่องนี้มาก ถึงกับส่งข้า หลวงไปพิสูจน์ความจริง ซึ่งคณะข้าหลวง ก็กลับมา กราบทูลว่า พวกเขาได้เห็นฉากการรบครั้งนั้น ปรากฏซ้ำขึ้นจริงๆ ทั้งยังได้เห็นภาพของเจ้าชายรูเพิร์ตกับนายทหารคนอื่นๆที่รอดชีวิตจากสงครามครั้งนั้น รวมอยู่ด้วย

กษัตริย์ชาร์ลเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณดีของฝ่ายพระองค์ จึงทรงให้เดินหน้าทำศึกต่อไปโดยไม่สนใจจะเจรจากับฝ่ายรัฐสภา 
และสุดท้าย เรื่องก็จบลงตรงที่พระเศียรของพระองค์ร่วงลงตะกร้า..☠️

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ฟรานซ์ ศพ 300 ปีไม่เน่า

Custom Search
ฟรานซ์ ศพ 300 ปีไม่เน่า
มัมมี่ของอียิปต์โบราณหรือของชาติไหนก็ตามจะยังคงสภาพอยู่ได้นานนับพัน ๆ ปีขึ้นไป ต้องอาศัยกรรมวิธี อาบยาศพแบบซับซ้อน มีบางแห่งที่ธรรมชาติมีส่วนช่วยรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา มัมมี่นั้นเป็นซากศพแห้ง ถูกควักเครื่องในออกหมดแล้ว จะให้คงอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์

มีครบทั้งเครื่องในและเนื้อหนังมังสาที่เหี่ยวย่นเพียงเล็กน้อยยากมาก
โลกของเรามีกฎจักรวาลควบคุมทุกสิ่งต้องดำเนินไปตามกฎ แต่ในรายของ อัศวินผู้หนึ่งแห่งศตวรรษที่ 17 กลับพยายามแหวกกฎธรรมชาติ และหาลู่ทางเอาชนะกฎนั้น แม้กระทั่งความตาย ก็จะทำให้มันพ่ายแพ้ไป

จะให้คืนกลับมีชีวิตใหม่นิรันดร์ ฟรานซ์ คาห์บูตส์คืออัศวินผู้ต้องการชนะกฎธรรมชาตินั้น เขาเป็นชาวเยอรมันเกิดที่หมู่บ้านเคมเปห์ล มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับวีรบุรุษในตำนานอังกฤษ โรบินฮู๊ด คือนำทรัพย์สินที่ได้มาแจกจ่ายแก่คนยากคนจน กลายเป็นขวัญใจของคนทุกข์ยากลำบากการกระทำดีของฟรานซ์ ปรากฏ ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว

ทำให้อัศวินอีกกลุ่มหนึ่ง เกิดริษยาอิจฉาตาร้อน จึงหาทางกลั่นแกล้งและผลักให้เขาตกอับ ในที่สุดกลุ่มศัตรูลับ ก็ได้ใช้แผนร้าย ...
โดยกล่าวหาว่า ฟรานซ์สังหารชายคนหนึ่งเพื่อแย่งสมบัติมีค่านำมาแจกจ่ายแก่คนยากไร้เขาจึงถูกทางการสั่งจับกุมในปี พ.ศ. 2233 สมัยโน้นถ้าอัศวินคนใดถูกจับกุมในข้อหาฆ่าคนตาย จะเสื่อมเสียถึงวงศ์ตระกูลอย่างยิ่ง ฟรานซ์ ได้ให้การต่อศาลว่าเขาบริสุทธิ์ ขอสาบานต่อพระเจ้าว่า ไม่ได้สังหารใครดังที่ถูกกล่าวหา แต่ศาลไม่ยอมเชื่อ ทั้งนี้เพราะศาลสมัยก่อนนั้นอยู่ใต้อิทธิพลของนายทุนและเจ้าของที่ดิน

ซึ่งพวกนี้จงเกลียดจงชังฟรานซ์ที่หันเหไปเอาใจใส่ชาวนาและคนยากคนจนชอบเป็นปากเสียงให้คนเหล่านั้น อันถือว่าขัดแย้งรุนแรงต่อระบบทุนนิยม และระบบศักดินาที่ยังใช้จำนวนพื้นที่ดินวัดกัน ฟรานซ์ถูกขังคุกเขาจึงประกาศก้องต่อหน้าเจ้านายทั้งหลายว่าถ้าเขาผิดจริงขอให้ถูกธรณีสูบดับ...แต่ถ้าเขา บริสุทธิ์ ขอให้ร่างกายเขาอยู่ในสภาพเดิม ไม่เน่าเปื่อยแล้ววิญญาณของเขาจะหวนกลับเข้าร่างเดิมอีกครั้งเมื่อครบ 300 ปี และในปี พ.ศ. 2238 ฟรานซ์ก็เสียชีวิตลง

มีผู้นำศพไปบรรจุในสุสานประจำตระกูลของเขากาลเวลาผ่านไป 200 ปี มีการล้างสุสาน ก็ขุดศพของเขาขึ้นมาแล้วทุกคนต้องตะลึงกัน เพราะศพยังอยู่ในสภาพเดิม เพียงแต่หดลงเล็กน้อยจากร่างเดิมที่สูง 6 ฟุต 2 นิ้ว น้ำหนักลดลงจากเดิมทีหนัก 220 ปอนด์ ผิวหนังเหี่ยวย่นบ้าง แต่เครื่องในตับไตไส้พุงไม่เน่าเปื่อยเลย

ข่าวศพ 200 ปี ไม่เน่าเปื่อยระบือไปทั่วหมู่บ้านชาวบ้านแตกตื่นกันมุงดูและวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปากสิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันคือ...
แสดงว่าฟรานซ์เป็นผู้บริสุทธิ์จริงตามคำประกาศของเขา ชาวบ้านจึงได้ร่วมใจกันสร้างโลงแก้ว บรรจุร่างเขาลง

แล้วนำไปตั้งไว้ในโบสถ์ประจำหมู่บ้านจนถึงทุกวันนี้ เพื่อรอคอยวิญญาณของเขากลับสู่ร่างเดิมในปี พ.ศ. 2561ซึ่งจะครบ 300 ปีพอดี ชาวบ้านเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปาฏิหาริย์และความศักดิสิทธิ์
แม้แต่นักวิทยาศาสตร์เอง ก็ไม่สามารถให้คำอธิบายใด ๆ ได้ ศาสตราจารย์คาร์ล โคนิก นักวิทยาศาสตร์มีชื่อผู้หนึ่งยอมรับว่า เรื่องนี้เป็นปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติ ไม่สามารถอธิบายแบบวิทยาศาสตร์ได้

ส่วน ดร. กุสตาฟ ลุชนาว นักจิตวิทยาชื่อดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มากที่ศพอยู่ในสภาพสมบูรณ์โดยเฉพาะอวัยวะภายใน ทั้ง ๆ ที่ไม่อาบน้ำยาหรือดองศพ ที่จะโยงเข้ากับความเชื่อของชาวบ้านที่เชื่อว่า เขาจะกลับสู่ร่างเดิมอีกครั้งตามคำสาบานของเขากระนั้นหรือ?

แหล่งที่มา:huopara

รายการบล็อกของฉัน

 hellomanman  happy-topay  invite-buying
 men-women-apparel diarylovemanman news-the-world
 homemanman alovemanman
 menmen-love
 ghost-in-manman  U.F.O.manman fishmanman
foodmanman  flowermanman herbs-in-manman
devilmanman herbs-in-manman manman clip